Keith's profileJACKPOTPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
JACKPOTMarch 27 เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม?ล่วงเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ได้ไม่นานนัก เสียงเพลงในรายการวิทยุของบริษัทที่ผมเป็นส่วนหนึ่งได้เปิดบทเพลงๆ หนึ่ง ซึ่งดึงดูดความสนใจของผมไปกับท่อนอินโทรในแบบสเปซร็อกผสมโพสต์ร็อกอันแสนล่องลอยได้นำทางเข้าไปสู่เสียงร้องอันเรียบง่ายทว่าแฝงอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมของ พี่ป๊อด-ธนชัย อุชชิน แห่งวงโมเดิร์นด็อก ที่เริ่มพร่ำคำร้องชุดแรกออกมา “เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ฉันเก็บเอาไว้ให้เธอ และจะเป็นเช่นนั้นเสมอ... นั่นคือเพลง ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ซึ่งเดิมทีเป็นบทเพลงหนึ่งเดียวที่เจือกลิ่นบอซซาโนว่าจางๆ จากอัลบั้มชุดแรกสุดของวง T-Bone คือ ‘จังหวะนี้ใจดีเข้ากระดูกดำ’ ในช่วงเวลาที่วงการเพลงบ้านเรายังอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างการยึดครองหัวหาดได้อย่างแทบหมดจดของศิลปินจากค่ายใหญ่อย่าง แกรมมี่, คีตา, อาร์เอส และนิธิทัศน์ เป็นอาทิ นอกเหนือจากศิลปินเพื่อชีวิตกับลูกทุ่งที่ยังคงมีที่ทางที่ยั่งยืนของตัวเอง ทั้งหมดต่างมีส่วนที่ค่อยๆ กวาดเอาศิลปินตัวเล็กจากทีมงานเล็กๆ ออกไปจนไกลสู่ท้องทะเลค่านิยมอันกว้างสุดตา ในขณะที่ก็เป็นช่วงเวลาของการรอคอยการเพาะบ่มแรงบันดาลใจของกลุ่มคนดนตรีที่ต่อมากลายเป็นต้นธารแรกของ Independent Music ของไทยในอีกไม่กี่ปีถัดมา ตอนนั้นผมยังเป็นเพียงแค่เด็กผู้ชายที่ยังร่ำเรียนอยู่ชั้น ม.3 ของโรงเรียนชายล้วนประจำ(ต่าง)จังหวัด ที่มีช่องทางในการเสพงานดนตรีไม่มากมายไปกว่านิตยสาร 2-3 เล่ม (บันเทิงคดี, Music Express) รายการโทรทัศน์อีกไม่เกิน 2 ช่องทาง (บันเทิงคดี และ MTV (ฮ่องกง และ สิงคโปร์ ตามลำดับ ก่อนที่จะปรับมาเป็น Channel [V] ในที่สุด)) รวมถึงร้านเทปอีกเพียงไม่กี่ร้าน และรายการวิทยุที่ชื่อ ผิวปากตามเพลง ทางคลื่น 101 MHz. โดยดีเจสุทัศน์ แสวงรุจิธรรม (ผมไม่แน่ใจความถูกต้องในการสะกดนะครับ) ซึ่งทำให้ผมได้รู้จักวงร็อกชั้นดีมากมาย รวมทั้งยังผลเป็นเทปอัดจำนวนมากที่กองระเกะอยู่ที่บ้านชลบุรีของผมจนวันนี้ ทั้งหมดเป็นต้นทุนของชีวิตที่ส่งผลทอดยาวมาสู่ตัวผมในวันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ชั่ววินาทีหนึ่งผมก็คิดถึงผู้ชายเจ้าของเสียงร้องและเพลงๆ นี้ ![]() ความทรงจำแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาสำหรับ ธรรมนูญ ทัศโน หรือ พี่เปิ้ล ทีโบน คือชายหนุ่มหน้าคมผมเดรดล็อก ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2539 ไม่นานนักจากการรับบทพระเอกหนังเป็นครั้งแรกในเรื่อง ‘กลิ่นสีและทีแปรง’ ที่กำกับโดย ซานโต๊ส กลิ่นสี และไม่นานนักหลังจากขวบปีที่สองของการก้าวไปสู่เรื่องราวบทใหม่ให้ชีวิตในฐานะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะที่ความทรงจำถัดมากลับเป็นครั้งแรกที่ได้ยินเพลง ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ซึ่งว่ากันตามตรง ผมไม่ได้รู้สึกติดต้องใจเป็นพิเศษกับเพลงๆ นี้แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องแหบแห้งของพี่เปิ้ล ดนตรีละมุนหู หรือกระทั่งเนื้อร้องงามงดสดใสเปี่ยมฝันและความปรารถนาดีของ พี่เจี๊ยบ วรรธนา วีรยวรรธน ด้วยตอนนั้นผมยังคงหลงลุ่มไปกับดนตรีร็อกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกับความสลับซับซ้อนของ โปรเกรสซีฟร็อก ความหนักหน่วงสาใจของเฮฟวี่เมทัล และความเร้าใจของวง The Rolling Stones (ในยุค 60s) ดนตรีเร็กเก้แบบไทยๆ ของทีโบนจึงเพียงสร้างความตื่นใจได้บ้าง หลังจากที่เคยอ่านบทสัมภาษณ์ใน บันเทิงคดี มาบ้างแล้ว และเริ่มมีอนาคตแห่งความหลากหลายของคนดนตรีตัวจริงในบ้านเราให้ได้จับต้องบ้าง หากด้วยรสนิยมในช่วงวัยหฤห่ามยามนั้นทำให้ผมไม่เคยมีผลงานของทีโบนเก็บไว้ในครอบครองเลยแม้ชุดเดียว (อันเป็นผลกรรมในอีกหลายปีต่อมา ที่ต้องพบกับราคาอันแพงหูฉี่ของซีดีทีโบนยุค Muzer / Warner จนมิอาจซื้อหามาเสพให้สมใจได้) “ถนนสายนั้นที่ทอดยาว มีเรื่องราวของความเป็นจริง มีเงาไม้เอาไว้ให้พักพิง มีให้เธอเอาไว้ยามอ่อนล้า... หลายปีหลังจากนั้น ด้วยต้นทุนชีวิตอย่างที่ว่า ส่งผลให้ผมได้มีโอกาสเข้ามาโลดแล่นในแวดวงของสื่อมวลชน ในฐานะคนเขียนหนังสือคนหนึ่ง กระทั่งต่อยอดออกไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของนิตยสารจำนวนหนึ่ง ซึ่งจนถึงชั่วขณะนี้ ผมก็ยังคงยืนยันทั้งกับตัวเองและคนอื่นๆ ว่า ช่วงตอนที่ผมได้ทำงานเขียนในเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรี นั้นถือเป็นความสุขอันสุดยอดของผม ที่ได้นำเอาสรรพข้อมูลที่ฝังแน่นอยู่ในตัวผม บวกกับข้อมูลที่กลาดเกลื่อนอยู่ในนิตยสารจำนวนมากที่ระกะอยู่ในห้องนอน (และอีกมากในอินเตอร์เน็ต) ถ่ายทอดออกมาสู่ผู้คน สำหรับเพื่อนฝูงที่คบหากันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แทบทุกคนต่างก็ไม่แปลกใจกับหน้าที่การงานของผมในปัจจุบัน เท่าๆ กับที่รู้สึกยินดีที่ผมได้ทำในสิ่งที่รักและพอมีทักษะอยู่บ้าง โดยสามารถนำมาซึ่งรายได้จุนเจือตัวเองและครอบครัวได้ การได้ทำงานที่รัก ก็คล้ายดั่งการไม่ได้ทำงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต - หลายครั้งจากหลายคนที่เคยได้ให้ทรรศนะเช่นนี้ ผมเองก็เห็นด้วยไปกับการสรุปความเช่นนั้น แต่... ก็เฉกเช่นที่ความงดงามของความฝันมักถูกบั่นทอนรอนริดไปในชีวิตจริงอยู่เสมอ จากสารพัดปัจจัยเงื่อนไข การทำนิตยสาร (ขอกล่าวสรุปในความหมายเพียงฉบับที่ผมรับผิดชอบเท่านั้น) แม้จะเปี่ยมไปด้วยความสุขทั้งจากการได้รับความไว้วางใจของเจ้านายของผม (ซึ่งผมและคนจำนวนมากให้ความเคารพในความสามารถและนับถือในอัธยาศัย) และได้ใช้ทักษะและข้อมูลที่สะสมมาจากแหล่งข้อมูลดังที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกเหนือจากการได้พบปะ รู้จัก และทำงานร่วมกับบรรดา “Somebody” ทั้งหลายเป็นกิจวัตร ทว่าในอีกด้านมุมหนึ่งนั้น เบื้องหลังของผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นนิตยสารฉบับหนึ่งในแต่ละเดือนนั้นล้วนมีรายละเอียดปลีกย่อยจุกจิกมาให้ต้องผ่านพ้น ไปจนกระทั่งยังผลให้ต้องทดท้อและเหนื่อยใจไปกับ “ความจริง” ต่างๆ ตามรายทาง โดยเฉพาะกับข้อเท็จจริงในทางการการตลาด... หลากหลายปีที่ผันผ่าน ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า หรือว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว ความจริงกับความฝันนั้นมิอาจบรรจบกันได้จนแนบสนิทได้อย่างแท้จริง? “เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม เห็นเงาของเมฆหรือเปล่า ทะเลสีครามที่ทอดยาว เห็นความรักฉันบ้างไหม… ผมจำได้ว่า จากครั้งแรกที่ได้ฟัง ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากเสียงดนตรีที่ได้เข้ามาสัมผัสนั้นไม่ได้และไม่เคยลงลึกไปจนเกินกว่า การจับต้องได้ถึงความปรารถนาดีที่ผู้ร้องมีต่อ “เธอ” คนนั้น แม้จะสัมผัสได้ถึงความเหินห่างที่เจืออยู่จางๆ ในคำร้อง และเสียงร้องของพี่เปิ้ล ![]() หรือจนกระทั่งครั้งต่อมา ที่พี่เจี๊ยบได้นำมาถ่ายทอดในเวอร์ชั่นของตัวเอง เมื่อวงการเพลงไทยได้รู้จักกับคำว่า “อินดี้” และการทำงานภายในกรอบนั้น รวมไปถึงเกิดการกระตุ้นในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง และการขจรขจายของบทเพลงและแนวดนตรีใหม่ๆ ในกลุ่มคนฟังกลุ่มที่กว้างขึ้นแล้ว ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ของพี่เจี๊ยบ สำหรับผมก็คือ ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ที่เติมความอ่อนหวาน อ่อนไหว รื่นรมย์ และรมความเศร้าลงไปอีกเล็กน้อยเท่านั้น เช่นเคย ผมจึงไม่ได้เป็นเจ้าของอัลบั้มและอีพีแรกของพี่เจี๊ยบ จนกระทั่งอีกหลายปีต่อมา (แน่นอน ในราคาที่แพงโดยใช่เหตุ) “เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม เห็นเงาของเมฆหรือเปล่า ทะเลสีครามที่ทอดยาว เห็นความรักฉันบ้างไหม... จากบรรยากาศอันล่องลอยได้พลันกร้าวจากเสียงกีตาร์แตกสนั่นและเสียงร้องที่โหนแรงของพี่ป๊อดได้นำพาเพลงและคนฟังไปจนถึงจุดสูงสุดแห่งอารมณ์ความรู้สึก อันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่เคยได้สัมผัสจาก 2-3 เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้เลย นั่นคือความรู้สึกแหบโหยเศร้าสร้อยที่ดำดิ่งลงจนถึงจุดที่ตกต่ำที่สุด หลังจากที่ได้ฟัง ผมได้แสดงความคิดเห็นกับน้องในทีมว่า สิ่งที่ผมรู้สึกได้จากเวอร์ชั่นนี้ก็คือ ความรู้สึกห่างไกล...ที่ไกลจน “ฉัน” และ “เธอ” ใน ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ จากการพร่ำร้องของพี่ป๊อดนั้นไม่น่าจะมีโอกาสได้พบเจอกันอีกแล้ว ในขณะที่น้องผมก็ได้ตอบมาด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน ต่างเพียงความห่างไกลที่ยิ่งทวีระยะทางไปจนถึงระดับที่ไม่อาจหยั่งถึงได้ เพราะในความคิดของเธอนั้น “ฉัน” ที่กำลังฝากความสวยงามไปถึง “เธอ” คนนั้นมิได้เพียงอยู่ไกลห่าง หากได้ตายจากไปแล้ว... เป็นความเปลี่ยนแปลงแห่งความจริงอันแสนเศร้าที่เราไม่อาจหลีกหนี...ไม่ว่าความจริงนั้นได้เกิดขึ้นแล้วหรือยัง ถึงวันนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปตามครรลอง นิตยสารเกือบทุกเล่ม รายการโทรทัศน์บางรายการ มิใยต้องพูดถึงรายการ ผิวปากตามเพลง และดีเจสุทัศน์ ที่หายไปจากหน้าปัดวิทยุ (ของผม) มาหลายปีเต็มที ด้วยเหตุผลที่เขาพร่ำบ่นอยู่หลายครั้งในขณะที่รายการยังคงโลดแล่นว่า ด้วยเพลงสากลเก่าบ้างใหม่บ้างร็อกบ้างป๊อปบ้างไปจนเพลงยาวมากๆ บ้าง การนำเทปผี Peacock มาเปิดแทนแผ่นจริงในบางครั้ง และการนำเพลงที่ใกล้เคียงกันมาเปิดต่อๆ กันให้รู้กันไปว่าใครลอกใคร ไม่ใช่รูปแบบรายการวิทยุที่หาโฆษณามาจุนเจือได้ง่ายๆ ไม่นานนักรายการและดีเจที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตผมก็ต้องจากไปในที่สุด เช่นเดียวกับนิตยสารที่ผมช่วยเจ้านายและน้องๆ ก่อตั้งและสานต่อเจตนารมณ์ดั้งเดิมของเราโดยทีมงานทุกคนทุกรุ่นอย่างเหนียวแน่น (และค่อยๆ คลายหลวมจาก “ความจริง” ที่ไม่อาจหลีกหนี) จวบจนกระทั่งย่างเข้าสู่ปีที่สี่ ก็ได้พลิกไปถึงบันทึกหน้าสุดท้าย... ![]() DDT#50 - The Lost Issue “เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม เห็นเงาของเมฆหรือเปล่า... เพลง ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ของโมเดิร์นด็อกนั้นเป็นซีดีซิงเกิ้ลที่จะอภินันทนาการของเทศกาลคอนเสิร์ต “กระทิงแดง ไทยแลนด์ ร็อค เฟสติวัล ออน เดอะ บีช ” (KTD THAILAND ROCK FESTIVAL “ON THE BEACH”) ในวันเสาร์ ที่ 28 และวันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม 2552 ณ หาดยาว ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี “…ทะเลสีครามที่ทอดยาว เห็นความรักฉันบ้างไหม” ![]() หลังจากเวลากว่าหนึ่งทศวรรษที่ได้รู้จักและรักในงานของโมเดิร์นด็อก และชื่นชมกับการก้าวไปสู่บางสิ่งบางอย่างที่ใกล้เคียงกับสถานะ “ตำนาน” ของพี่ป๊อด, พี่เมธี และพี่โป้ง จนถึง ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ผมยังคงเห็นความรักที่พี่ๆ ทั้งสามมอบให้กับดนตรีของโมเดิร์นด็อกอย่างไม่ลดระดับลงเลยแม้ซักกระผีก เป็นความรักที่พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า ความจริงกับความฝันก็สามารถแนบสนิทกันได้ จากการผสานกันที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเพียงการ “รอ” ให้มันเกิดขึ้น หากเป็น “ทำ” ให้มันเกิดขึ้น ด้วยความรัก มุ่งมั่น และตั้งใจจริงกับความฝันนั้น และเป็นดนตรีจากความรักที่ผมคงไม่ได้มีโอกาสไปสัมผัสในคอนเสิร์ตครั้งนี้ พร้อมกับห้อยป้าย Press อีกแล้ว รวมถึงงานในแวดวงดนตรีและบันเทิงอื่นๆ อย่างน้อยก็ ณ ชั่วขณะนี้ ที่เพิ่งผ่านหน้าสุดท้ายของนิตยสารที่หลอมรวมความฝันของคนหลายคนจนเป็นจริงมาจนถึงฉบับที่ 49 ไปได้ไม่นาน ดังนั้น หากใครที่มีโอกาสได้ไป ผมขอฝากความปรารถนาดีไปจนถึงศิลปินทุกคนและบทเพลงทุกเพลงที่ได้เกิดขึ้นในคอนเสิร์ตครั้งนี้ด้วยแล้วกันนะครับ และขอให้ทุกคนมองเห็น “ท้องฟ้า” และ “ความรัก” กระทั่งก่อเกิดความทรงจำดีๆ เกิดขึ้นกับผู้เล่นและผู้ชมทุกคนนะครับ โดยเฉพาะกับความทรงจำที่บทเพลงๆ นี้ได้ดังขึ้นสู่บรรยากาศ... เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ฉันเก็บเอาไว้ให้เธอ และจะเป็นเช่นนั้นเสมอ... ถนนสายนั้นที่ทอดยาว มีเรื่องราวของความเป็นจริง มีเงาไม้เอาไว้ให้พักพิง มีให้เธอเอาไว้ยามอ่อนล้า เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม เห็นเงาของเมฆหรือเปล่า ทะเลสีครามที่ทอดยาว เห็นความรักฉันบ้างไหม March 16 Turn on...Tune in...Drop out
'รงค์ วงษ์สวรรค์ (๒๔๗๕ - ๒๕๕๒) September 16 The Great Gig In The Sky
May 13 In My Place
โลกใบเล็ก (Best Place) “คือโลกใบเล็ก ที่เป็นเหมือนทุกๆ อย่าง
....... เมื่อผมคลิก View ในแบบ Detail นวัตกรรมของ Bill Gates ในส่วนของ Date Modifiedได้บอกกับผมว่าไฟล์ขนาด 168 KB ที่มีชื่อว่า “สารคดีริมถนน.doc” นี้มีการบันทึกเอาไว้ได้ถูกทำเอาไว้เมื่อ “6/2/2544 9.00” In my place In my place, in my place I was lost, I was lost Yeah, how long must you wait for him? I was scared, I was scared If you go, if you go Yeah, how long must you wait for him? Please, please, please Come on and sing it out, out, out In my place, in my place (From 'In My Place' By Coldplay) February 11 It's Nice To Go Trav'ling (part 2)ตกเย็น แสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงสู่เบื้องล่าง ในขณะเดียวกับที่ผมในชุดเสื้อยืด กางเกงขาสั้น และรองเท้าผ้าใบคู่ชีพ ก็เดินหน้าจากหอพัก โดยมีปลายทางอยู่ที่สนามรักบี้ทางหน้ามอ สถานออกกำลังกายประจำของผมนับตั้งแต่อยู่ปี 3 โดยผิวเผิน ที่นั่นก็ไม่อะไรแตกต่างไปจากถนนขายของตอนกลางคืนในกรุงเทพฯ สักเท่าไหร่ ด้วยภาพสองข้างทางที่เต็มไปด้วยของที่มาวางขาย และผู้คนที่เดินกันไปมาขวักไขว่ ....... สายอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน จนราวกับเป็นการเอาคืนของร่ายกายที่ถูกปรับสภาพให้ต้องเผชิญกับเวลานอนอันน้อยนิดและตื่นเร็วในแทบทุกวันเป็นเวลายาวนานหลายเดือน
Joseph เป็นเรื่องราวที่ดึงมาจากส่วนหนึ่งของตำนานโบราณของศาสนาคริสต์ ว่าด้วย โจเซฟ หนึ่งในลูกชายทั้ง 12 คนของเจคอป (หรือยาขอป) ต้นตระกูลของอิสราเอล และด้วยรูปกายที่งดงามเหมือนแม่ ที่เป็นภรรยาคนที่เจคอปรักมากที่สุด เขาจึงเป็นลูกชายคนโปรดของเจคอปที่พิสูจน์ความรักของเขาที่มีต่อลูกชายคนนี้โดยมอบเสื้อโค้ตหลากสีสันอันงดงามให้กับเขา ยังความเกลียดชังให้กับพี่ชายที่เหลือเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากความขัดเคืองที่ถูกโจเซฟที่มีนิมิตวิเศษสามารถทำนายฝันได้ว่า เมื่อยามเติบโตพี่ชายทั้ง 11 จะต้อยต่ำเป็นเบี้ยล่างให้กับตัวเขาที่เติบใหญ่เป็นคนโตในแผ่นดิน
เพลงนำของละครเวทีเรื่องนี้คือ ‘Any Dream Will Do’ ซึ่งไพเราะมากๆ โดยเฉพาะถ้อยคำในเนื้อเพลงของทิม ไรซ์ ผ่านเสียงร้องของ Jason Donovan สามารถสื่อถึงความช่างคิดช่างฝันของโจเซฟออกมาได้อย่างงดงามและจับใจมาก “May I return to the beginning แต่ถึงแม้ว่าผมจะชอบละครเวทีในรูปแบบนี้มาก แต่ผมก็ยังไม่เคยได้ดูละครเวทีมิวสิคคอลของแอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์เลยสักครั้ง เคยแต่ดูโชว์ที่รวมเอาเพลงเด่นๆ ของเว็บเบอร์มาเล่นโชว์ในคราวเดียว เมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ที่เชียงใหม่ ขณะที่พลาดการแสดงเรื่องของโจเซฟ โปรดักชั่นของต่างประเทศที่กรุงเทพฯ เมื่อหลายปีก่อนไปอย่างน่าโมโหตัวเอง ดังนั้นเมื่อเห็นป้ายดังกล่าว ผมจึงรีบเลื่อนสายตาที่แทบเก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ไปที่วันและเวลาแสดง รอบสุดท้ายของการแสดง และเป็นรอบเดียวที่ผมยังทันชมอยู่ในชั่วนาทีที่เดินไปถึงบูธประชาสัมพันธ์ของกาดสวนแก้ว เฉียดฉิวกับรถทัวร์เที่ยวสุดท้าย แต่ด้วยความอยากดู กอปรกับพยายามบอกตัวเองว่า ”ช่างมันวะ มาคราวนี้ เราไม่มีแผน ไม่มีอะไรต้องกลัวอยู่แล้วนี่หว่า” ผมจึงตัดสินใจขึ้นลิฟต์ไปชั้น 5 ของกาดสวนแก้ว ที่ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ขึ้นไปก็คือ เมื่อครั้งที่ไปดูโชว์รวมเพลงของเว็บเบอร์ ผมมองซ้ายขวา เพื่อหาที่ซื้อตั๋ว ก่อนที่จะเดินรี่เอาเงิน 500 บาทไปแลกบัตรผ่านไปสู่โลกแห่งละครเวทีของชายรูปงามในเสื้อโค้ตหลากสีเรื่องนี้ เมื่อบัตรใบนี้มาอยู่ในมือ ผมก็มีเวลาเหลืออีกร่วม 2 ชั่วโมงในการไปเยี่ยมร้านเทป Oscar ที่เป็นสถานที่สำคัญหนึ่งที่หล่อหลอมประสบการณ์ในการฟังเพลง ผ่านทางเทปทั้งไทยและสากลจำนวนมากให้แก่ผม จนเป็นวัตถุดิบในการทำงานในภายหลังอย่างเหลือเฟือ ก่อนที่จะตามด้วยอาหารเส้นที่ร้านกินเส้น …อร่อย... กระนั้นหลังจากที่อิ่มหนำ ผมก็ยังมีเวลาเหลือพอที่จะอ่านหนังสืออีกหลายหน้า ผมจึงหยิบ ‘โลกใหญ่ใบมด’ ขึ้นมาอ่าน หลังจากที่อ่าน ‘กาแฟและชา หมาและแมว’ จบไปตั้งแต่คืนก่อน
มันทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด อย่างน้อยก็ในแง่มุมที่ว่า แท้ที่จริงแล้วโลกไม่เคยเป็นของมนุษย์แต่อย่างใด แล้วเราก็ช่างเล็กจ้อยและเบาปัญญาเสียเหลือเกินกับการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตัวเองโดยไม่รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ แต่ราวกับโลกอันงดงามผ่านตัวหนังสือนั้นถูกกดปุ่ม Pause ในทันทีที่ไฟของโรงละครดับลง และเสียงเครื่องดนตรีเล่นเพลง ‘Prologue’ อันเป็นท่อนโหมโรงของเรื่องได้ดังขึ้น
“ครับ ผมชอบเรื่องนี้มานานแล้วครับ” ผมตอบ ”แล้วชอบโชว์ไหมครับ” พี่ต้อถามต่อ “ก็โอเคเลยนะครับ” ผมตอบไปตามตรง “ปกติผมเคยฟังแต่เพลง ก็ยังนึกไม่ออกว่าพอปรับมาเป็นการแสดงแล้วมันจะได้ความต่อเนื่องแบบในอัลบั้มเลยหรือเปล่า แต่ที่ออกมาก็ลื่นไหลดีครับ” ยังไม่ทันที่พี่ต้อหรือผมจะพูดอะไรต่อ การสนทนาของเราก็จบลง เมื่อป้าแจ๋วได้สะกิดเรียกให้ไปขึ้นเครื่อง ผมจึงยกมือไหว้อำลา 2 รุ่นใหญ่แห่งวงการละครไทยทั้ง 2 ท่าน ไล่เลี่ยกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น “กูก็อยู่ประตูทางด้านหน้าไง” ผมตอบไป “ไหนวะ กูเดินทั่วตรงที่นั่งผู้โดยสารอาเขตแล้วเนี่ย” เสียงหนุ่ยยังคงพึมพำที่ปลายสาย “อะไรนะ มึงว่ามึงอยู่ที่ไหนนะ” ผมโพล่งถามไปทันทีที่หนุ่ยบ่นจบ “อาเขตไง” “ไอ้บ้า กูอยู่แอร์พอร์ต” ผมบอกไปอย่างร้อนรน แล้วหนุ่ยก็วางสายไปด้วยความรู้สึกที่คาดเดาได้ว่าเซ็งสุดๆ ถึงเราจะเรียนสื่อสารมวลชนกันมา แต่การสื่อสารก็ยังคงมีการผิดพลาดกันได้อยู่เสมอๆ แต่ผมก็ไม่ได้บ่นนาน ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก ออกัสโทรกลับมา “ฮัลโหลว่าไงวะ” เสียงออกัสดังออกมาจากโทรศัพท์ “กูตกเครื่องบินคืนนี้ว่ะ เลยจะขอค้างกับมึง เพราะกูได้เที่ยวพรุ่งนี้เช้าแทน” ผมเล่าให้มันฟัง “เฮ้ย เหรอ เดี๋ยวกูไปรับ คืนนี้มานอนบ้านกู แม่งมาไม่บอกกันเลยเว้ย” เสียงออกัสตื่นเต้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “แต่หนุ่ยมันกำลังมาแล้วนะเว้ย” ผมบอกไปตามตรง “มึงก็บอกมันให้กลับเข้าบ้านไปเลย เดี๋ยวกูรับช่วงเอง นี่กูกำลังจะไปกินหมูกระทะจะได้ไปกินด้วยกัน” คำพูดของออกัส ทำให้ตาชั่งผิดชอบชั่วดีของผมต้องชั่งระหว่างความฮาเฮบนโต๊ะหมูกระทะกับกลับไปนอนแบบเงียบๆ ไม่ให้รบกวนคู่แต่งงานใหม่ ผมจึงโทรไปหาหนุ่ยเพื่อบอกว่ามันไม่ต้องมาแล้ว หรือถ้ายัง....กูก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ว่ะหนุ่ย ...โลกสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนเข้มข้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจตนารมณ์ของคนเหล่านี้ ผมไม่คิดว่า การเดินทางควรเป็นไปเพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยความหมายไหน ตั้งแต่เพื่อความสำราญ สำนองความใคร่รู้ส่วนตัว ประกาศศักดาปักธงป่าวเขตแดน เจรจาธุรกิจ หรือกระทั่งเดินทางไปรบ ถ้าเรามิได้ออกเดินทางเพราะผู้อื่นที่อาศัยอยู่ในจักรวาลเดียวกับเรา ก็จงอย่าออกเดินทางเลย แล้วผมก็พลิกผ่านไปสู่หน้าที่ 167 บรรยากาศนอกหน้าต่างห้องเริ่มกลับกลายสู่สภาวะปกติ ละอองฝนได้พาตัวหายไปตามกำลังของสายลมแรง แสงแดดเริ่มแทรกตัวเข้ามาท่ามกลางหมู่แมฆ พร้อมๆ กับที่ความคิดของผมได้เลื่อนเลยจากความทรงจำในจังหวัดเชียงใหม่ ไปสู่หลายบรรทัดท้ายของคำนำผู้เขียนของ ‘ผ้าปูโต๊ะกับลมหมอ การเดินทางธรรมดาในห้าทวีป’ หนังสืออีกหนึ่งเล่มของพี่หนุ่ม โตมร ที่อ้างอิงถึงเรื่องราวแห่งเมืองเคปทาวน์และปรากฏการณ์ที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้นมาให้กับโลก ในบทความเรื่อง ‘Untamed South Africa แอฟริกาใต้ไม่เชื่อง’
สารภาพตามตรงว่า จากที่อ่านไป 1 รอบเมื่อหลายปีก่อน ผมก็ยังนึกภาพตามไม่ออกว่า “ลมหมอ” และ “ผ้าปูโต๊ะ” ที่พี่หนุ่มได้บรรยายเอาไว้นั้นมีคุโณปการอย่างไร และผมก็รอวันที่จะมีแรงบันดาลใจและเวลาที่จะหยิบมันขึ้นอ่านอีกสักรอบเป็นอย่างน้อย ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็อดคิดต่อไปไม่ได้ว่า หรือว่าบางที กับหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต เราอาจจะไม่มีวันเข้าใจสารพัดสิ่งเหล่านั้นได้เลย หากไม่ได้ก้าวเข้าไปพบเห็น ได้ยิน ดอมดม รู้สึก และสัมผัสมันด้วยตัวเอง มิใช่ผ่านทางสารคดีโทรทัศน์, ตัวหนังสือ หรือการบอกเล่าจากใครคนอื่น “ทุกคนล้วนมีการเดินทางที่เป็นของตัวเอง” ดูเหมือน พี่โจ้ วชิรา จะเคยเขียนเอาไว้ประมาณนั้นในหนังสือของเขา แล้วการเดินทางของผมล่ะ? เมื่อลองค้นหาดูพร้อมๆ ไปกับการพิจารณาร่วมไปกับคำกล่าวของพี่หนุ่ม บางครั้งผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่า เอาเข้าจริงๆ ตลอดทั้งชั่วชีวิตที่ผ่านมา ผมได้เคยออกเดินทางด้วยความประสงค์เพื่อผู้อื่นที่อาศัยอยู่ในจักรวาลเดียวกับเราสักกี่มากน้อย และผมจะรู้สึกครุ่นคิดผิดหวังใดๆ หรือไม่ หากเมื่อท้ายที่สุดแล้ว ผมจะไม่มีวันรู้เห็น และเข้าใจได้เลยว่า ผู้ปูโต๊ะกับลมหมอที่เมืองเคปทาวน์บังเกิดมาเพื่ออะไร คำถามและคำตอบมากมายต่างล่องลอยอยู่ในห้วงอากาศแห่งความคิด โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถนำมายัดใส่หัวเพื่อเป็นบทสรุปให้กับตัวเองได้ แต่ไม่นานนัก สารพันความสับสนเหล่านั้นต่างก็พลันราบคาบไปกับความคิดหนึ่งที่แทรกเข้ามา ว่า หรือบางที การค้นหาคำตอบอาจจะไม่สามารถจบลงได้ด้วยการคิดครุ่นให้กรุ่นร้อนอยู่ในหัวที่เต็มไปด้วยอคติในวงจรชีวิตอันซ้ำซ้อนซ้ำซากที่ถูกจำกัดซึ่งความฝันบันดาลใจโดยเพียงลำพัง หากต้องรับการหล่อหลอมกล่อมเกลาจากโลกกว้างที่จะช่วยสั่งสอนเราอีกครั้ง และอีกครั้งอย่างไม่รู้จบ ให้เข้าใจอีกทีว่าแท้ที่จริงแล้วตัวเราเล็กจ้อยและเบาปัญญาขนาดไหน เพียงปิดสวิตช์จากวิถีเดิมๆ อันแสนสับสนวุ่นวาย และเปิดใจไปสูดกลิ่นหอมของโลกกว้างที่กระจ่างรอเราอยู่ข้างนอกนั่น It's very nice to go trav'ling It's very nice to just wander The mam'selles and frauleins, and It's very nice to be footloose And you know your fate is It's very nice to go trav'ling You will find the maiden and the It's quite the life to play gypsy And the Hudson River It's very nice to go trav'ling |
|
|||
|
|