Keith's profileJACKPOTPhotosBlogListsMore Tools Help

Keith Moon Jr

Occupation
Location
Interests

JACKPOT

March 27

เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม?

 
ล่วงเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ได้ไม่นานนัก

เสียงเพลงในรายการวิทยุของบริษัทที่ผมเป็นส่วนหนึ่งได้เปิดบทเพลงๆ หนึ่ง ซึ่งดึงดูดความสนใจของผมไปกับท่อนอินโทรในแบบสเปซร็อกผสมโพสต์ร็อกอันแสนล่องลอยได้นำทางเข้าไปสู่เสียงร้องอันเรียบง่ายทว่าแฝงอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมของ พี่ป๊อด-ธนชัย อุชชิน แห่งวงโมเดิร์นด็อก ที่เริ่มพร่ำคำร้องชุดแรกออกมา

“เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม
ฉันเก็บเอาไว้ให้เธอ
และจะเป็นเช่นนั้นเสมอ...



     

นั่นคือเพลง ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ซึ่งเดิมทีเป็นบทเพลงหนึ่งเดียวที่เจือกลิ่นบอซซาโนว่าจางๆ จากอัลบั้มชุดแรกสุดของวง T-Bone คือ ‘จังหวะนี้ใจดีเข้ากระดูกดำ’ ในช่วงเวลาที่วงการเพลงบ้านเรายังอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างการยึดครองหัวหาดได้อย่างแทบหมดจดของศิลปินจากค่ายใหญ่อย่าง แกรมมี่, คีตา, อาร์เอส และนิธิทัศน์ เป็นอาทิ นอกเหนือจากศิลปินเพื่อชีวิตกับลูกทุ่งที่ยังคงมีที่ทางที่ยั่งยืนของตัวเอง ทั้งหมดต่างมีส่วนที่ค่อยๆ กวาดเอาศิลปินตัวเล็กจากทีมงานเล็กๆ ออกไปจนไกลสู่ท้องทะเลค่านิยมอันกว้างสุดตา

ในขณะที่ก็เป็นช่วงเวลาของการรอคอยการเพาะบ่มแรงบันดาลใจของกลุ่มคนดนตรีที่ต่อมากลายเป็นต้นธารแรกของ Independent Music ของไทยในอีกไม่กี่ปีถัดมา

ตอนนั้นผมยังเป็นเพียงแค่เด็กผู้ชายที่ยังร่ำเรียนอยู่ชั้น ม.3 ของโรงเรียนชายล้วนประจำ(ต่าง)จังหวัด ที่มีช่องทางในการเสพงานดนตรีไม่มากมายไปกว่านิตยสาร 2-3 เล่ม (บันเทิงคดี, Music Express) รายการโทรทัศน์อีกไม่เกิน 2 ช่องทาง (บันเทิงคดี และ MTV (ฮ่องกง และ สิงคโปร์ ตามลำดับ ก่อนที่จะปรับมาเป็น Channel [V] ในที่สุด)) รวมถึงร้านเทปอีกเพียงไม่กี่ร้าน และรายการวิทยุที่ชื่อ ผิวปากตามเพลง ทางคลื่น 101 MHz. โดยดีเจสุทัศน์ แสวงรุจิธรรม (ผมไม่แน่ใจความถูกต้องในการสะกดนะครับ) ซึ่งทำให้ผมได้รู้จักวงร็อกชั้นดีมากมาย รวมทั้งยังผลเป็นเทปอัดจำนวนมากที่กองระเกะอยู่ที่บ้านชลบุรีของผมจนวันนี้

ทั้งหมดเป็นต้นทุนของชีวิตที่ส่งผลทอดยาวมาสู่ตัวผมในวันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

ชั่ววินาทีหนึ่งผมก็คิดถึงผู้ชายเจ้าของเสียงร้องและเพลงๆ นี้


     



ความทรงจำแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาสำหรับ ธรรมนูญ ทัศโน หรือ พี่เปิ้ล ทีโบน คือชายหนุ่มหน้าคมผมเดรดล็อก ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2539 ไม่นานนักจากการรับบทพระเอกหนังเป็นครั้งแรกในเรื่อง ‘กลิ่นสีและทีแปรง’ ที่กำกับโดย ซานโต๊ส กลิ่นสี และไม่นานนักหลังจากขวบปีที่สองของการก้าวไปสู่เรื่องราวบทใหม่ให้ชีวิตในฐานะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขณะที่ความทรงจำถัดมากลับเป็นครั้งแรกที่ได้ยินเพลง ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ซึ่งว่ากันตามตรง ผมไม่ได้รู้สึกติดต้องใจเป็นพิเศษกับเพลงๆ นี้แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องแหบแห้งของพี่เปิ้ล ดนตรีละมุนหู หรือกระทั่งเนื้อร้องงามงดสดใสเปี่ยมฝันและความปรารถนาดีของ พี่เจี๊ยบ วรรธนา วีรยวรรธน ด้วยตอนนั้นผมยังคงหลงลุ่มไปกับดนตรีร็อกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกับความสลับซับซ้อนของ โปรเกรสซีฟร็อก ความหนักหน่วงสาใจของเฮฟวี่เมทัล และความเร้าใจของวง The Rolling Stones (ในยุค 60s) ดนตรีเร็กเก้แบบไทยๆ ของทีโบนจึงเพียงสร้างความตื่นใจได้บ้าง หลังจากที่เคยอ่านบทสัมภาษณ์ใน บันเทิงคดี มาบ้างแล้ว และเริ่มมีอนาคตแห่งความหลากหลายของคนดนตรีตัวจริงในบ้านเราให้ได้จับต้องบ้าง หากด้วยรสนิยมในช่วงวัยหฤห่ามยามนั้นทำให้ผมไม่เคยมีผลงานของทีโบนเก็บไว้ในครอบครองเลยแม้ชุดเดียว (อันเป็นผลกรรมในอีกหลายปีต่อมา ที่ต้องพบกับราคาอันแพงหูฉี่ของซีดีทีโบนยุค Muzer / Warner จนมิอาจซื้อหามาเสพให้สมใจได้)

“ถนนสายนั้นที่ทอดยาว
มีเรื่องราวของความเป็นจริง
มีเงาไม้เอาไว้ให้พักพิง
มีให้เธอเอาไว้ยามอ่อนล้า...


หลายปีหลังจากนั้น ด้วยต้นทุนชีวิตอย่างที่ว่า ส่งผลให้ผมได้มีโอกาสเข้ามาโลดแล่นในแวดวงของสื่อมวลชน ในฐานะคนเขียนหนังสือคนหนึ่ง กระทั่งต่อยอดออกไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของนิตยสารจำนวนหนึ่ง ซึ่งจนถึงชั่วขณะนี้ ผมก็ยังคงยืนยันทั้งกับตัวเองและคนอื่นๆ ว่า ช่วงตอนที่ผมได้ทำงานเขียนในเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรี นั้นถือเป็นความสุขอันสุดยอดของผม ที่ได้นำเอาสรรพข้อมูลที่ฝังแน่นอยู่ในตัวผม บวกกับข้อมูลที่กลาดเกลื่อนอยู่ในนิตยสารจำนวนมากที่ระกะอยู่ในห้องนอน (และอีกมากในอินเตอร์เน็ต) ถ่ายทอดออกมาสู่ผู้คน

สำหรับเพื่อนฝูงที่คบหากันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แทบทุกคนต่างก็ไม่แปลกใจกับหน้าที่การงานของผมในปัจจุบัน เท่าๆ กับที่รู้สึกยินดีที่ผมได้ทำในสิ่งที่รักและพอมีทักษะอยู่บ้าง โดยสามารถนำมาซึ่งรายได้จุนเจือตัวเองและครอบครัวได้

การได้ทำงานที่รัก ก็คล้ายดั่งการไม่ได้ทำงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต - หลายครั้งจากหลายคนที่เคยได้ให้ทรรศนะเช่นนี้ ผมเองก็เห็นด้วยไปกับการสรุปความเช่นนั้น

แต่...

ก็เฉกเช่นที่ความงดงามของความฝันมักถูกบั่นทอนรอนริดไปในชีวิตจริงอยู่เสมอ จากสารพัดปัจจัยเงื่อนไข

การทำนิตยสาร (ขอกล่าวสรุปในความหมายเพียงฉบับที่ผมรับผิดชอบเท่านั้น) แม้จะเปี่ยมไปด้วยความสุขทั้งจากการได้รับความไว้วางใจของเจ้านายของผม (ซึ่งผมและคนจำนวนมากให้ความเคารพในความสามารถและนับถือในอัธยาศัย) และได้ใช้ทักษะและข้อมูลที่สะสมมาจากแหล่งข้อมูลดังที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกเหนือจากการได้พบปะ รู้จัก และทำงานร่วมกับบรรดา “Somebody” ทั้งหลายเป็นกิจวัตร

ทว่าในอีกด้านมุมหนึ่งนั้น เบื้องหลังของผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นนิตยสารฉบับหนึ่งในแต่ละเดือนนั้นล้วนมีรายละเอียดปลีกย่อยจุกจิกมาให้ต้องผ่านพ้น ไปจนกระทั่งยังผลให้ต้องทดท้อและเหนื่อยใจไปกับ “ความจริง” ต่างๆ ตามรายทาง โดยเฉพาะกับข้อเท็จจริงในทางการการตลาด...

หลากหลายปีที่ผันผ่าน ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า หรือว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว ความจริงกับความฝันนั้นมิอาจบรรจบกันได้จนแนบสนิทได้อย่างแท้จริง?

“เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม
เห็นเงาของเมฆหรือเปล่า
ทะเลสีครามที่ทอดยาว
เห็นความรักฉันบ้างไหม…


ผมจำได้ว่า จากครั้งแรกที่ได้ฟัง ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากเสียงดนตรีที่ได้เข้ามาสัมผัสนั้นไม่ได้และไม่เคยลงลึกไปจนเกินกว่า การจับต้องได้ถึงความปรารถนาดีที่ผู้ร้องมีต่อ “เธอ” คนนั้น แม้จะสัมผัสได้ถึงความเหินห่างที่เจืออยู่จางๆ ในคำร้อง และเสียงร้องของพี่เปิ้ล



หรือจนกระทั่งครั้งต่อมา ที่พี่เจี๊ยบได้นำมาถ่ายทอดในเวอร์ชั่นของตัวเอง เมื่อวงการเพลงไทยได้รู้จักกับคำว่า “อินดี้” และการทำงานภายในกรอบนั้น รวมไปถึงเกิดการกระตุ้นในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง และการขจรขจายของบทเพลงและแนวดนตรีใหม่ๆ ในกลุ่มคนฟังกลุ่มที่กว้างขึ้นแล้ว ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ของพี่เจี๊ยบ สำหรับผมก็คือ ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ที่เติมความอ่อนหวาน อ่อนไหว รื่นรมย์ และรมความเศร้าลงไปอีกเล็กน้อยเท่านั้น

เช่นเคย ผมจึงไม่ได้เป็นเจ้าของอัลบั้มและอีพีแรกของพี่เจี๊ยบ จนกระทั่งอีกหลายปีต่อมา (แน่นอน ในราคาที่แพงโดยใช่เหตุ)

     

“เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม
เห็นเงาของเมฆหรือเปล่า
ทะเลสีครามที่ทอดยาว
เห็นความรักฉันบ้างไหม...


จากบรรยากาศอันล่องลอยได้พลันกร้าวจากเสียงกีตาร์แตกสนั่นและเสียงร้องที่โหนแรงของพี่ป๊อดได้นำพาเพลงและคนฟังไปจนถึงจุดสูงสุดแห่งอารมณ์ความรู้สึก

อันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่เคยได้สัมผัสจาก 2-3 เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้เลย นั่นคือความรู้สึกแหบโหยเศร้าสร้อยที่ดำดิ่งลงจนถึงจุดที่ตกต่ำที่สุด

หลังจากที่ได้ฟัง ผมได้แสดงความคิดเห็นกับน้องในทีมว่า สิ่งที่ผมรู้สึกได้จากเวอร์ชั่นนี้ก็คือ ความรู้สึกห่างไกล...ที่ไกลจน “ฉัน” และ “เธอ” ใน ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ จากการพร่ำร้องของพี่ป๊อดนั้นไม่น่าจะมีโอกาสได้พบเจอกันอีกแล้ว ในขณะที่น้องผมก็ได้ตอบมาด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน ต่างเพียงความห่างไกลที่ยิ่งทวีระยะทางไปจนถึงระดับที่ไม่อาจหยั่งถึงได้ เพราะในความคิดของเธอนั้น “ฉัน” ที่กำลังฝากความสวยงามไปถึง “เธอ” คนนั้นมิได้เพียงอยู่ไกลห่าง หากได้ตายจากไปแล้ว...

เป็นความเปลี่ยนแปลงแห่งความจริงอันแสนเศร้าที่เราไม่อาจหลีกหนี...ไม่ว่าความจริงนั้นได้เกิดขึ้นแล้วหรือยัง

ถึงวันนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปตามครรลอง นิตยสารเกือบทุกเล่ม รายการโทรทัศน์บางรายการ มิใยต้องพูดถึงรายการ ผิวปากตามเพลง และดีเจสุทัศน์ ที่หายไปจากหน้าปัดวิทยุ (ของผม) มาหลายปีเต็มที ด้วยเหตุผลที่เขาพร่ำบ่นอยู่หลายครั้งในขณะที่รายการยังคงโลดแล่นว่า ด้วยเพลงสากลเก่าบ้างใหม่บ้างร็อกบ้างป๊อปบ้างไปจนเพลงยาวมากๆ บ้าง การนำเทปผี Peacock มาเปิดแทนแผ่นจริงในบางครั้ง และการนำเพลงที่ใกล้เคียงกันมาเปิดต่อๆ กันให้รู้กันไปว่าใครลอกใคร ไม่ใช่รูปแบบรายการวิทยุที่หาโฆษณามาจุนเจือได้ง่ายๆ ไม่นานนักรายการและดีเจที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตผมก็ต้องจากไปในที่สุด

เช่นเดียวกับนิตยสารที่ผมช่วยเจ้านายและน้องๆ ก่อตั้งและสานต่อเจตนารมณ์ดั้งเดิมของเราโดยทีมงานทุกคนทุกรุ่นอย่างเหนียวแน่น (และค่อยๆ คลายหลวมจาก “ความจริง” ที่ไม่อาจหลีกหนี) จวบจนกระทั่งย่างเข้าสู่ปีที่สี่ ก็ได้พลิกไปถึงบันทึกหน้าสุดท้าย...


                             DDT#50 - The Lost Issue

“เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม
เห็นเงาของเมฆหรือเปล่า...


เพลง ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ของโมเดิร์นด็อกนั้นเป็นซีดีซิงเกิ้ลที่จะอภินันทนาการของเทศกาลคอนเสิร์ต “กระทิงแดง ไทยแลนด์ ร็อค เฟสติวัล ออน เดอะ บีช ” (KTD THAILAND ROCK FESTIVAL “ON THE BEACH”) ในวันเสาร์ ที่ 28 และวันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม 2552 ณ หาดยาว ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี

“…ทะเลสีครามที่ทอดยาว
เห็นความรักฉันบ้างไหม”




หลังจากเวลากว่าหนึ่งทศวรรษที่ได้รู้จักและรักในงานของโมเดิร์นด็อก และชื่นชมกับการก้าวไปสู่บางสิ่งบางอย่างที่ใกล้เคียงกับสถานะ “ตำนาน” ของพี่ป๊อด, พี่เมธี และพี่โป้ง จนถึง ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ผมยังคงเห็นความรักที่พี่ๆ ทั้งสามมอบให้กับดนตรีของโมเดิร์นด็อกอย่างไม่ลดระดับลงเลยแม้ซักกระผีก

เป็นความรักที่พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า ความจริงกับความฝันก็สามารถแนบสนิทกันได้ จากการผสานกันที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเพียงการ “รอ” ให้มันเกิดขึ้น หากเป็น “ทำ” ให้มันเกิดขึ้น ด้วยความรัก มุ่งมั่น และตั้งใจจริงกับความฝันนั้น

และเป็นดนตรีจากความรักที่ผมคงไม่ได้มีโอกาสไปสัมผัสในคอนเสิร์ตครั้งนี้ พร้อมกับห้อยป้าย Press อีกแล้ว รวมถึงงานในแวดวงดนตรีและบันเทิงอื่นๆ อย่างน้อยก็ ณ ชั่วขณะนี้ ที่เพิ่งผ่านหน้าสุดท้ายของนิตยสารที่หลอมรวมความฝันของคนหลายคนจนเป็นจริงมาจนถึงฉบับที่ 49 ไปได้ไม่นาน

ดังนั้น หากใครที่มีโอกาสได้ไป ผมขอฝากความปรารถนาดีไปจนถึงศิลปินทุกคนและบทเพลงทุกเพลงที่ได้เกิดขึ้นในคอนเสิร์ตครั้งนี้ด้วยแล้วกันนะครับ

และขอให้ทุกคนมองเห็น “ท้องฟ้า” และ “ความรัก” กระทั่งก่อเกิดความทรงจำดีๆ เกิดขึ้นกับผู้เล่นและผู้ชมทุกคนนะครับ

โดยเฉพาะกับความทรงจำที่บทเพลงๆ นี้ได้ดังขึ้นสู่บรรยากาศ...


เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม

เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม
ฉันเก็บเอาไว้ให้เธอ
และจะเป็นเช่นนั้นเสมอ...

ถนนสายนั้นที่ทอดยาว
มีเรื่องราวของความเป็นจริง
มีเงาไม้เอาไว้ให้พักพิง
มีให้เธอเอาไว้ยามอ่อนล้า

เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม
เห็นเงาของเมฆหรือเปล่า
ทะเลสีครามที่ทอดยาว
เห็นความรักฉันบ้างไหม 


     
 
March 16

Turn on...Tune in...Drop out

 

'รงค์ วงษ์สวรรค์ (๒๔๗๕ - ๒๕๕๒)

ขอให้อาว์ไปสู่สุขคติ ในที่อันงดงามที่"ท่านชาย" ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช, ประมูล อุณหธูป, นพพร บุญฤทธิ์, รัตนะ ยาวะประภาส และอีกหลากหลายมิตรน้ำหมึก ได้ขึ้นไปร่วมกันสร้างสวนอักษรที่บนฟากฟ้านั่นจนสะพรั่งล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

เราจะไม่มีวันลืมพญาอินทรีย์แห่งสวนอักษรผู้นี้ตราบจนตลอดไป

Turn on...Tune in...Drop out

September 16

The Great Gig In The Sky


 


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้พร่ำบอกใครๆ ว่าวงดนตรีที่มีชื่อว่า Pink Floyd มีคุณค่าความหมายกับตัวผมมากมายซักเพียงไหน แทบทุกสิ่งอย่างหล่อหลอมจนก่อเกิดเป็นตัวตนของผมในทุกวันนี้ ล้วนแล้วผ่านการเริ่มต้นการเคี่ยวกรำมาจากวงดนตรีโปรเกรสซีฟร็อกวงนี้


 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ต้องเอ่ยอุทิศให้กับการจากไปของสมาชิกของวง นับจากการเสียชีวิตของ Syd Barrett ผู้นำคนแรกและผู้ก่อตั้งวง


 นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ความรู้สึกได้ถูกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากการสูญเสียคนที่ผมเติบโตมาด้วย ราวเป็นญาติสนิท ผ่านทางบทเพลงของพวกเขา 


 
คล้ายกับบางส่วนของหัวใจของผมได้กร่อนหายไป เมื่อน้องชายคนหนึ่งของผมที่มีระหว่างของชีวิตประกอบไปด้วยบทเพลงของ Pink Floyd เฉกเช่นเดียวกับผม ได้ส่งข้อความนี้มาให้


 ทันใดบทเพลง The Great Gig In The Sky ที่เขาประพันธ์ไว้ในอัลบั้ม Dark Side of the Moon ของ Pink Floyd ก็ร้องบรรเลงขึ้นมาในหัวของผม


 

เช่นเดียวกับอีกชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าจากนั้นที่บทเพลงนี้ได้ดังผ่าน 2 หูของผมในรอบแล้วรอบเล่า เสียงร้องโซปราโน่ของ Clare Torry ที่กรีดร้องครวญคร่ำ ไปบนเสียงเปียโนอันอ่อนหวาน รุกเร้า และเศร้าสร้อย ล่องลอยถมทับบรรยากาศ ดังเป็นการส่งวิญญาณของ Rick ไปสู่อ้อมกอดของพระเจ้าเบื้องบนที่ปราศจากซึ่งความทนทุกข์ใดใด

  ขอให้คุณไปสู่สุขคตินะครับ Richard Wright เราจะไม่มีวันลืมคุณ



Richard William Wright (28 July 1943 - 15 September 2008)

May 13

In My Place



หลายวันก่อน ระหว่างที่ชีวิตได้ดำเนินไปตามปกติ คือ นอนดึกร่วมเช้า เพื่อที่จะตื่นขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เพื่อเริ่มต้นวงจรเดิมๆ อีกครั้ง วนเวียนอยู่เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในวันแล้ววันเล่า กลางดึกคืนนั้น ขณะที่กำลังทำงานอย่างคร่ำเคร่ง เท่าๆ กับที่ง่วงนอนจนเคร่งเครียด ผมก็มีความจำเป็นต้องหาข้อมูลบางอย่างเพื่อนำมาใช้กับงานตรงหน้า
 
แต่ไหนแต่ไรมา ผมจะรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า เป็นคนแบบ Manual ที่เกิดและเติบโตมาก่อนหน้ายุคสมัยแห่งอินเตอร์เน็ต ที่มีข้อมูลมากมายหลายหลากรอคอยให้ค้นหาอยู่ในโลกออนไลน์ ดังนั้นข้อมูลส่วนใหญ่ของผมหากไม่ถูกเก็บสะสมอยู่ในสมอง และความทรงจำ ก็จะซุกตัวอยู่ในหนังสือจำนวนมากที่ผมอ่านเรื่อยมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ไปจนถึงบรรดาปกเทปซีดีต่างๆ ที่มีข้อมูลประทับอยู่เฉกเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ หนังสือภายในห้องของผมจึงพะเนินอยู่อย่างถาวร มิอาจทยอยเอาไปทำประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ ได้
  
หรือเมื่อข้อมูลที่ต้องการนั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่แหล่งข้อมูลภายในห้องนอนของผมจะอาจเอื้อม นั่นก็ถึงเวลาของห้องเก็บนิตยสารและหนังสือพิมพ์เก่าของหอสมุดแห่งชาติ ที่รอให้ผมเข้าไปค้นหากันจนตาลาย
 
สำหรับในคืนนั้น หลังจากที่ลองนึกทบทวนด้วยสติอันเริ่มลางเลือน ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ข้อมูลดังกล่าวน่าจะอยู่ในดีวีดีพอร์ตงานจากออฟฟิศเก่าที่ผมได้ไรต์เก็บเอาไว้เมื่อครั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิต
 
แน่นอนว่า ระยะเวลากว่า 4 ปีของการทำงานอันแสนสนุกสนาน - กับทีมงานที่ผมกล้าเรียกได้ว่า มีความเป็น "เพื่อนพี่น้อง” ที่สนิทแนบแน่นที่สุดเท่าที่ชีวิตอันน้อยนิดของผมเคยผ่านมาเลย (สักวันผมจะเขียนซีรี่ส์ของที่นั่น และสารพันบุคคลที่มีความทรงจำร่วมกันตลอดหลายปีนั้น) – ผมจึงมีดีวีดีและซีดีพอร์ตงานค่อนข้างมากให้ต้องทยอยเปิดขึ้นเพื่อหา

แผ่นแล้วแผ่นเล่าผ่านไป ข้อมูลที่ต้องการก็ยังไม่พบ ทว่าในระหว่างไฟล์ข้อมูลที่แบ่งโฟลเดอร์เอาไว้อย่างละเอียดนั้น ผมก็ได้พบกับไฟล์ Microsoft Word ไฟล์หนึ่ง ซึ่งทำให้รอยยิ้มผุดขึ้นมา ณ ริมฝีปากของผม เช่นเดียวกับความทรงจำมากมายที่รายเรียงอยู่ตลอดถ้อยคำเหล่านั้นที่
  
ไฟล์นั้นมีชื่อว่า “สารคดีริมถนน.doc”

…….

  
สารคดีริมถนน

โลกใบเล็ก (Best Place)
       โดย พีรภัทร โพธิสารัตนะ

“คือโลกใบเล็ก ที่เป็นเหมือนทุกๆ อย่าง
และเป็นเหมือนดังกับบ้าน
ที่รอฉันอยู่ ที่คอยฉันอยู่ตรงนี้… คือโลกใบเล็ก”


 ทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสชมรายการ “โลกใบเล็ก” ทางช่อง 3 สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเก็บมาครุ่นคิดต่ออยู่เสมอเลยก็คือ เพลงไตเติ้ลรายการเพลงนี้ เนื่องจากมันทำให้ผมมีคำถามขึ้นกับตัวเองคำถามหนึ่งว่า “แล้วโลกใบเล็กของเรามันอยู่ที่ไหนกัน?” ซึ่งผมก็เชื่อว่า ยังมีคนอื่นๆ อีกมากมายที่จากบ้านเกิดมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็คงจะสับสนเช่นเดียวกับผมว่า แท้จริงแล้ว “บ้าน”, “โลกใบเล็ก” หรือ “Best Place (= โลกใบเล็ก/บ้าน – จากคำนิยามของตัวละครชื่อ ริว ในการ์ตูนเรื่องราชันย์แห่งภูติ)” ของเรานั้นมีอยู่จริงหรือเปล่า? หรือว่าเราทำงาน/เรียนหนักจนลืมคำๆ นี้ไปแล้ว

เมื่อคิดได้ดังนี้ ผมจึงเกิดไอเดียขึ้นมาว่า เราน่าจะลองรวบรวมสถานที่ที่น่าจะเป็นโลกใบเล็กของเราได้  ที่อาจจะไม่ใช่สถานที่ซะทีเดียว แต่เป็นที่ที่เราสามารถปล่อยวางและมีความสุขเมื่อมีโอกาสได้ไปอยู่ที่นั่น ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปตามบุคลิก, ลักษณะนิสัย หรือทัศนะวิสัยของแต่ละคน แต่ผมเชื่อว่าน่าจะมีซักที่ในที่นี้ที่ตรงใจคุณบ้าง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาลองไปอ่านกันได้เลยครับ


1) บ้าน
แน่นอนอยู่แล้วว่า บ้านย่อมเป็นของตายสำหรับทุกๆ คนที่จะรอเราให้กลับไปอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะอยากกลับหรือไม่ก็ตาม เพราะอย่างน้อยมันก็ยังมีที่ให้เราได้ปฏิบัติภาระกิจส่วนตัวได้ใช่ไหมครับ? และบ้านก็ยังเป็นที่ที่มีคนที่เรารักอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น คุณพ่อคุณแม่, พี่น้อง หรือญาติโกโหติกาทั้งหลาย เรียกว่า บ้านหลังเดียว ก็ทำให้เราได้พบความรู้สึกดีๆ มากมาย และไม่มีวันหมดเสียด้วย นอกจากนั้นสำหรับหลายๆ คน บ้านไม่ใช่เพียงกล่องสี่เหลี่ยมที่อยู่ได้เท่านั้น แต่มันยังเป็นเสมือน “กระปุกออมสิน” ที่มีความทรงจำอันหลากหลายสะสมอัดแน่นอยู่ในนั้น ซึ่งแต่ละส่วนของบ้านก็จะมีความทรงจำเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น กำแพง, รั้ว, ประตู หรือห้องครัว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีบางคนรู้สึกอิน เมื่อได้ดูโฆษณาที่มีเด็กตัวเล็กๆ มาพูดว่า “ทำไมเราต้องย้ายบ้านด้วยครับพ่อ? (พ่อ “ก็บ้านใหม่น่ะ ใหญ่กว่านี้ แล้วก็สวยกว่านี้ด้วยนะ”) แต่บ้านนี้ก็สวยดีอยู่แล้วนี่ครับ… ผมคงจะคิดถึงห้องนอนสีฟ้าของผม…”


2) พ่อแม่

คนที่ไม่เคยถือสา และอยู่เคียงข้างเราเสมอ ไม่ว่าเราจะพลาดพลั้ง หรือทำผิดมากสักเพียงใดก็ตาม คนที่เราสามารถพูดคุยปรึกษาได้ในทุกๆ เรื่องและปัญหา ซึ่งเราจะมั่นใจได้เสมอว่า อย่างน้อยถึงเราจะไม่ได้คำแนะนำที่ตรงตามที่เราต้องการ เราก็ยังมีคนที่พร้อมจะรับฟัง, ให้อภัย และเข้าใจเราอยู่เสมอ ซึ่งเราอาจจะไม่ได้เจอกับความรู้สึกแบบนี้อีกเลยก็ได้ ในยามที่เราไม่มีพวกเค้าอีกต่อไปแล้ว ดังที่ อ. ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ เคยสะท้อนถึงเรื่องนี้เอาไว้ในโดราเอมอนตอนหนึ่งว่า “เด็กๆ น่ะ ในยามที่เขาพบกับเรื่องที่โหดร้ายต่อความรู้สึก พวกเขาก็สามารถกลับมาร้องไห้กับคุณพ่อคุณแม่ได้ ในขณะที่คนที่เป็นพ่อแม่เองในยามพบกับเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน เค้าไม่สามารถจะไปร้องไห้ให้ใครฟังได้เลย”


3) โรงเรียน

โลกที่ผู้ใหญ่ (แทบ) ทุกคนอยากจะกลับไปอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เพราะโดย ‘นิตินัย’ แล้วโรงเรียนนั้นไม่มีอะไรที่พอจะเรียกว่า “อบายมุข” หรือ “สิ่งไม่ดี” เลยนะในความคิดของผม สิ่งที่เราจะได้จากโรงเรียนก็ล้วนแล้วแต่เป็น “ความรู้” และ “ประสบการณ์” ทั้งสิ้น นอกเสียจากว่าเราจะทำสิ่งที่ไม่ดีนั้นขึ้นมาเสียเอง (ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจนะครับ)  และยิ่งถ้าเราจะมองโรงเรียนในส่วนของ ‘พฤตินัย’ แล้ว ที่นี่ก็ยิ่งเป็นสถานที่ที่เราน่าจะใช้เป็นที่พักใจได้เป็นอย่างดี เพราะโรงเรียนนั้นประกอบไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งในส่วนของ นักเรียน, ครู และเจ้าหน้าที่ในฝ่ายต่างๆ ดังนั้นเราจึงจะต้องพบกับเหตุการณ์ที่หลากหลาย จากบุคคลที่หลายหลาก ที่อาจจะสร้างเสียงหัวเราะหรือรอยน้ำตาให้กับเรา แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เรื่องราวส่วนใหญ่เหล่านั้น ถ้าเราย้อนมองกลับไป เราก็คงจะหัวเราะให้กับมัน เมื่อเราเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และก็คงจะมีคำถามที่ว่า “ตอนนั้นทำไปได้ยังไงเนี่ย?” ตามออกมาในยามที่เรานึกถึง โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเรากับสิ่งที่เป็นโลกใบเล็กข้อต่อไป ก็คือ เพื่อน…


4) เพื่อน

คนหรือกลุ่มคนที่จะอยู่กับเราเสมอ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นๆ จะย่ำแย่สักเพียงใด แม้ว่าด้วยสภาพสังคมปัจจุบันจะทำให้เราไม่สามารถคาดหวังกับคำว่า “เพื่อน” ได้มากเท่าในอดีต ที่สังคมยังไม่มีความเป็น “เมือง” เท่ากับตอนนี้ แต่ถ้าเราพบกับเพื่อนแท้เข้าจริงๆ แล้ว ขอให้รู้ไว้เลยว่า คุณได้พบกับสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิตแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่อยู่ละแวกเดียวกัน, เพื่อนเรียน, เพื่อนที่ทำงาน หรือเพื่อนในวงสุราก็ตาม สิ่งที่เราจะได้รับแน่ๆ จากคนที่เราเรียกว่าเพื่อนก็คือ “ความรู้สึกดีๆ” ที่คุณสามารถรับรู้ได้โดย ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ มาบรรยายเลย และเหตุการณ์ที่เราได้เผชิญร่วมกับเพื่อนนี้ ไม่ว่าจะเหตุการณ์ไหนก็ล้วนแต่มีค่าควรแก่การระลึกถึงทั้งสิ้น ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านไปนานสักเท่าไร เฉกเช่นเดียวกับประโยคคลาสสิคที่เราได้ยินกันมาหลายต่อหลายปีที่ว่า “เพื่อนไม่เคย…ไม่เคยทิ้งกัน ไม่ว่าความฝันนั้นจะไกลสักเท่าไหร่” ที่จะยังอยู่ในความประทับใจของคนร่วมยุคสมัยทุกคน และจะไม่ล้าสมัยไปตามกระแสแน่นอน


5) คนรัก

คนรัก, แฟน, หวานใจ หรืออื่นๆ ที่แล้วแต่ว่าใครจะเลือกใช้คำไหน แต่ก็มีความหมายเพียงหนึ่งเดียวเหมือนๆ กันคือ คนเหล่านี้เป็น “คนที่เรารัก” ซึ่งเราได้เลือกแล้วว่า คนนี้แหล่ะ คือคนที่เราจะใช้ชีวิตร่วมกับเขานับจากวันนี้เป็นต้นไป และจะเป็นคนที่เข้าใจเรามากที่สุด ไม่แพ้เพื่อนเลยทีเดียว เหมือนกับที่วง Queen เคยร้องเพลงยกย่องคนรักของเขาว่าเป็น ‘Best Friend’ ซึ่งเป็นคนจะยืนเคียงคู่กับเราไปตลอดเส้นทางชีวิตที่แสนคดเคี้ยว แม้ไม่รู้เลยว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร แต่เขาก็ยังมั่นใจที่จะเดินร่วมไปกับเรา และยังเป็นหลักพึ่งพิงสุดท้าย (ตามสำนวนของคุณ บอยด์ โกสิยพงษ์) ในยามที่เราเหนื่อยล้าจากสิ่งที่ต้องเผชิญมาในแต่ละวันด้วย และจะปลอบประโลมเราด้วย “ความรัก” ซึ่งเราไม่ควรละเลยที่จะมอบความรักให้กับเขาคนนั้นกลับคืนไปด้วย เพื่อเติมเต็มให้โลกใบเล็กใบนี้สมบูรณ์และเป็นที่พักพิงอย่างแท้จริง


6) งานอดิเรก

ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าต้องเป็นสิ่งที่เรารักที่จะทำในยามที่พอจะมีเวลาว่าง และในเมื่อเป็นสิ่งที่เรา “รัก” หรือ “พึงปรารถนา” นั่นก็ย่อมหมายความว่า สิ่งต่างๆ ที่เราเลือกมาเป็นงานอดิเรกนั้นย่อมจะสร้างความรู้สึกดีๆ และสร้างโลกที่เป็นของเราขึ้นมาได้ทุกครั้งที่เราเหยียบย่างเข้าไป ไม่ว่างานอดิเรกนั้นๆ จะเป็นอะไรก็ตาม บางคนอาจจะเป็นการดูหนังฟังเพลง บางคนอาจจะเป็นการต่อจิ๊กซอ บางคนอาจจะเป็นการเล่นคอมพิวเตอร์ บางคนอาจจะชอบอ่านหนังสือ บางคนอาจจะชอบร่ำสุรา ฯลฯ แต่ที่สุดแล้วทุกๆ สิ่งที่เป็นงานอดิเรกก็ล้วนแต่พาเราไปสู่จุดหมายที่เดียวกันก็คือ “ความสุข” นั่นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่โจอี้บอย ร้องเอาไว้ว่า “ดื่มกันสักแก้วหนึ่ง จะได้ลืมเธออีกแป๊บหนึ่ง” จึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระซะทีเดียว เพราะมันหมายถึงการสร้าง “โลกส่วนตัว” ใบใหม่ขึ้นอีกใบหนึ่ง เพื่อหลบลี้หนีปัญหาที่กดดันอยู่ในจิตใจ แม้จะเพียงชั่วครั้งชั่วคราว และสุดท้ายก็ต้องกลับมาพบกับความจริงที่โหดร้ายอยู่ดี แต่นั่นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ สำหรับคนในสังคมที่วุ่นวายสับสนทุกวันนี้

 
7) ความฝัน

คำสั้นๆ ทว่ามีความหมายกว้างไกลคำนี้ มีความหมายเทียบเท่ากับคำว่า “สร้างสรรค์” ต่างกันก็เพียงแต่ว่า ความฝันนั้นคือการถ่ายทอดสิ่งที่เราต้องการออกมาเป็นภาพ ส่วนการสร้างสรรค์คือการนำภาพนั้นๆ มาทำให้เป็นจริงได้ในที่สุด จึงน่าจะกล่าวได้ว่า ความฝันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เรามีวันนี้ได้ เพราะความฝันนั้นไม่เคยถูกตีกรอบเอาไว้โดยใครหรืออะไรทั้งสิ้น เราจึงสามารถสร้างภาพฝัน และค้นหามันได้ตลอดเวลา ซึ่งจะสามารถพบเห็นสิ่งที่มีจุดก่อกำเนิดออกมาจากความฝันมากมายในรอบๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีขนาดเล็กอย่างไม้ขีดไฟ ไปจนถึงสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตอย่าง เรือเดินสมุทร หรือแม้กระทั่งสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่าง ดนตรีกับบทกลอน ก็ล้วนแต่เปี่ยมล้นไปด้วยความฝันที่ผู้รังสรรค์แต่ละคนบรรจงใส่ลงไปอย่างประณีต เพื่อให้คนอื่นๆ สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อถึงได้ และเป็น “โลก” ของพวกเขาที่พร้อมจะเปิดกว้างให้คนอื่นๆ เข้าไปร่วมดื่มด่ำได้ แม้ว่าเราอาจจะไม่เข้าใจตรงกันกับพวกเขา แต่นั่นก็หมายความว่า ความฝันนั้นๆ ได้แตกแขนงแยกย่อยออกมาอีกรูปแบบหนึ่งแล้ว


8) คุณ

ครับ ก็คุณนั่นแหล่ะครับ ไม่ต้องมองหาคนอื่นหรือสงสัยอะไรไป เพราะการที่คุณติดตามมาถึงบรรทัดนี้นั่นก็หมายความว่า คุณได้มีโอกาสรับชมผลงานของผมแล้ว และผมก็คงจะไม่มีความรู้สึกใดดีไปกว่า การที่คุณได้อ่านข้อเขียนของผมแล้วชอบ หรือได้อะไรติดหัวกลับไปแม้จะเพียงเล็กน้อย แต่นั่นก็ถือได้ว่าผมได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้แล้วละครับ ก็เช่นเดียวกับคนที่ทำงานในสาขาอื่นๆ นั่นแหล่ะครับ ถ้าผลงานของเราได้มีโอกาสเผยแพร่ออกไป แล้วมีคนได้รับรู้ความมีอยู่ของตัวงานแล้ว ตัวผู้รับสารนั่นละครับ คือ โลกใบเล็กของผู้สร้างงานทุกคน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นโลกใบเล็ก (Best Place) ของเราได้นะครับ ที่อาจจะดูน้อยไป หรือมากไปสำหรับผู้อ่านหลายๆ ท่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะถ้าจะมีคนคิดเหมือนๆ กันไปเสียหมด โลกก็คงจะไม่มีการพัฒนาเป็นแน่ และก่อนจะจากกันไป ก็ขอฝากไว้อีกนิดหนึ่งสำหรับคนที่ชอบคิดว่า “ไม่มีที่ไหนเลยที่รู้สึกว่าเป็น “โลกใบเล็ก” ของเรา” ว่า ไม่ต้องคิดมากครับ เพราะบ่อยครั้งที่เรามุ่งแต่จะค้นหามันจนไม่อาจพบความสุขที่แท้จริงได้ ในขณะที่บางครั้งสิ่งที่เราตามหามาตลอดชีวิตนั้น อาจจะอยู่ในที่ที่เราจากมานั่นเอง หรือไม่เราก็อาจจะพบกับมันแล้วโดยไม่รู้ตัวก็ได้ครับ

สำหรับสารคดีริมถนนครั้งนี้คงต้องลาไปก่อน ยังไงก็ขอให้คุณได้พบกับโลกใบเล็กของคุณกันโดยถ้วนหน้านะครับ ลาก่อนจนกว่าจะได้พบกันใหม่ สวัสดีครับ

.......

เมื่อผมคลิก View ในแบบ Detail นวัตกรรมของ Bill Gates ในส่วนของ Date Modifiedได้บอกกับผมว่าไฟล์ขนาด 168 KB ที่มีชื่อว่า “สารคดีริมถนน.doc” นี้มีการบันทึกเอาไว้ได้ถูกทำเอาไว้เมื่อ “6/2/2544 9.00”

ตัวเลขเพียงไม่กี่ตัวนั้นได้บ่งบอกว่า บทความบทนี้ได้ถูกเขียนขึ้นเนื่องในวาระใด และผมกำลังอยู่ในวัยวุฒิใด และมีคุณวุฒิหรือทักษะในการเขียน รวมทั้งการใช้ชีวิตมากมายเพียงไร

ตัวเลขบอกวันที่ 6 เดือนกุมภาพันธ์ได้บอกผมว่า ผมเริ่มเขียนงานด้วย “ความเผา” ขนาดไหน เพราะอย่างที่ผมเคยบันทึกเอาไว้ใน My Bros Day ว่า

“...(หลาย) วันหนึ่ง เราทั้งหมด ได้ริอาจทำหนังสือทำมือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ในช่วงเวลาที่หนังสือทำมือได้รับความนิยมสูงสุด เพื่อนำไปขายในงานหนังสือทำมือ ที่ถนนพระอาทิตย์ ด้วยธีมหลักของหนังสือคือ "ความรัก" โดยไม่ต้องสงสัย - พี่วิภว์ เป็นโต้โผ, บรรณาธิการ และผู้ให้ชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า "โป้งเจ็ดที ดีเจ็ดหน" (ปัจจุบันหายไปจากความครอบครองของผมแล้ว...เศร้า)...”

นั่นหมายความว่า หนังสือทำมือที่พวกเราทำด้วยกันนั้น จะต้องวางขายในช่วงวาเลนไทน์ และวันที่ 6 ก็เป็นวันที่ใกล้กับวันออกวางขายชนิดหายใจรดต้นคอกันจนร้อนผ่าวเลยทีเดียว

ผมจำได้ว่า ในขณะที่หลายคนในกองบรรณาธิการเริ่มทยอยส่งงาน – พี่เพ็ญ (จันทร์เพ็ญ จันทนา) เขียนกลอนสวยๆ เพราะๆ มากมาย เช่นเดียวกับพี่โจ (ยศยอด คลังสมบัติ บรรณาธิการบริหาร Esquire) ที่เขียนเรื่องสั้นว่าด้วย ความเงียบ 2 ชั่วโมงระหว่างคู่รัก และกลอนเท่ๆ อีกเพียบ, ส่วนพี่นุ้ย (วัฒนาวดี เอื้อารักษ์) ก็เขียนบทกวีรักโศกตามสไตล์ของแก, โน้ต (รติรส สุภาพร) กับเรื่องสั้นแนวรักๆ ประสาสาวหวานของเธอ, เบียร์ (อภิศักดิ์ เจือจาน – ปัจจุบันอยู่นิตยสาร FHM) ก็เขียนเรื่องสั้นฮาๆ ตามสไตล์ของเขา ในขณะที่ อ๋อย (กิตติยาภรณ์  กันธิยะ– ปัจจุบันครีเอทีฟมุขคมกริบอยู่ Matchbox) ที่เงียบขรึมกลับฮาผิดคาดกับเรื่อง “หอย” ของเธอ ส่วน วัน (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร Hamburger ปัจจุบันอยู่ GTH และร่วมเขียนบทหนังเยี่ยมๆ อย่าง เด็กหอ และ สี่แพร่ง) นั้นยื้อกันจนวันสุดท้าย กระทั่งโน้ตเอา Quote สุดเท่ที่คลับคล้ายว่าวันเคยพูดเอามาปิดท้ายหนังสือได้อย่างเข้าที

ถ้าไม่นับงานเขียนที่ลงในเว็บไซต์ อันเป็นงานประจำในตอนนั้น ผมยังไม่เคยเขียนงานเผยแพร่สู่สาธารณชนบนหน้ากระดาษอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน เมื่อได้รับโจทย์ของเล่มที่ว่าด้วยเรื่องราวของ “ความรัก” นั้น ทำให้กว่าที่ตัวอักษรแรกจะหลุดจากแรงบันดาลใจไปสู่จอคอมพิวเตอร์นั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน มิใยต้องประเมินตัวเองต่อไปถึงประสบการณ์ความรักอันน้อยนิดของตัวเองด้วย

ผมใช้เวลาอยู่หลายวัน ก็ยังไม่มีไอเดียใดผุดขึ้นมาในหัวเลย จนเริ่มท้อใจอยู่บ้างพอสมควร

กระทั่งเสาร์หนึ่ง ระหว่างที่ผมนั่งรถเมล์สาย 8 จากหอพักไปยังเป้าหมายคือ แฮปปี้แลนด์เพื่อหาซื้อซีดีมือสองจากร้านประจำตามปกติของวันหยุดในช่วงนั้น ในมือมีหนังสือ Manga Katch เล่มล่าสุด ที่มีเรื่องราวของตัวละครตัวหนึ่งของ Joe the Sea-Cret Agent ที่เป็นตัวแมงดา แต่ชีวิตพลิกผันกลายไปเป็นนักมวยปล้ำพันธุ์โหดด้วยสถานการณ์พาไป

ทว่าเมื่อระฆังได้ดังขึ้น พร้อมกับการโจมตีของคู่ต่อสู้ เจ้าแมงดาขาโหดนั้นก็ตอบโต้โดยสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาจนชั่วชีวิต และสามารถคว้าชัยชนะ รวมถึงเข็มขัดแชมป์มาได้ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ชมอันกึกก้องทั้งสนาม

ทันใดนั้น เจ้าแมงดาก็พลันค้นพบ “ที่ของตัวเอง”

 จากคำๆ นี้เอง บวกกับความทรงจำเกี่ยวกับ Best Place ของการ์ตูนเรื่อง Shaman King ราชันย์แห่งภูติ ที่กำลังติดตาม ไอเดียสำหรับชิ้นงานที่กำลังเค้นค้นหาก็แล่นขึ้นมาในหัว

จนกลายมาเป็น สารคดีปุยนุ่น

และปรับเป็น สารคดีริมถนน ในภายหลัง

.......

(เป็นอีกครั้งที่งานรัดตัวมากจนไม่สามารถมาเขียนเรื่องใหม่ๆ ในที่แห่งนี้ได้ กระทั่งทิ้งช่วงไปนานมากพอดู จึงขอเอางานเก่ามาเล่าใหม่อีกครั้งแล้วกันนะครับ โดยคงอาร์ตเวิร์คเดิม และไม่เรียบเรียงเพิ่มเติมใดๆ เพื่อให้ได้อ่านมุมมองและทักษะที่ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถของผมในขณะนั้นจะไปถึง ^_^ – ขอบคุณที่รับอ่านครับ)

 

In my place

In my place, in my place
Were lines that I couldn't change
I was lost, oh yeah

I was lost, I was lost
Crossed lines I shouldn't have crossed
I was lost, oh yeah

Yeah, how long must you wait for him?
Yeah, how long must you pay for him?
Yeah, how long must you wait for him?

I was scared, I was scared
Tired and underprepared
But I wait for you

If you go, if you go
Leaving me here on my own
Well I wait for you

Yeah, how long must you wait for him?
Yeah, how long must you pay for him?
Yeah, how long must you wait for him?

Please, please, please
Come on and sing to me
To me, me

Come on and sing it out, out, out
Come on and sing it now, now, now
Come on and sing it

In my place, in my place
Were lines that I couldn't change
I was lost, oh yeah
Oh yeah

(From 'In My Place' By Coldplay)

February 11

It's Nice To Go Trav'ling (part 2)


ตกเย็น แสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงสู่เบื้องล่าง ในขณะเดียวกับที่ผมในชุดเสื้อยืด กางเกงขาสั้น  และรองเท้าผ้าใบคู่ชีพ ก็เดินหน้าจากหอพัก โดยมีปลายทางอยู่ที่สนามรักบี้ทางหน้ามอ สถานออกกำลังกายประจำของผมนับตั้งแต่อยู่ปี 3
 
ในยามแรกเจอ ระยะทางรอบสนามราว 700 เมตรช่างเป็นความท้าทายของผู้ชายวัยสิบกว่าๆ ตอนปลาย ที่ออกกำลังกายอย่างจริงจังทุกๆ วัน นอกเหนือจากการเรียน รด. ปี 3 ในตอนปี 3 ของการเรียนมหาวิทยาลัย
 
แต่ในยามล่าสุดนี้ที่เจอ ระยะทางเดียวกันนั้นกลับเป็นระยะทางไกลที่ยากจะทำให้บรรลุได้โดยง่ายดาย 3 รอบติดต่อโดยไม่เหน็ดเหนื่อยมากมายในสมัยแรก ได้ผกผันกลายเป็นทีละรอบสลับเดิน โดยความเหนื่อยล้าได้มาเยือนในครั้งแล้วครั้งเล่าจนแทบจะไม่สามารถวิ่งให้ครบรอบได้
 
ความตั้งใจที่จะวิ่งให้ถึง 5 รอบจึงกลายเป็นหมันไปโดยปริยาย ด้วยสังขารที่ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย
 
ถึงตอนนั้น ฟ้าก็คล้ายว่าจะถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดและแสงดาวที่ค่อยๆ ทยอยผุดขึ้นมาตรงนั้นตรงนี้จนทั่วไปหมด
 
จากสนามรักบี้ ผมก็ค่อยๆ เดินเลียบไปตามทางเดินของมหาวิทยาลัยที่ทำเชื่อมเกือบทุกส่วนของมอเอาไว้ เพื่อคนที่ไม่มีพาหนะจะได้เดินทางไปภายในมอ เรื่อยไปจนถึงหน้ามอข้างมอและหลังมอได้สะดวกที่สุด
 
ผมค่อยๆ เดินไป พร้อมทั้งดูสองข้างทางไปเรื่อยๆ เพื่อซึมซับความรู้สึกและบรรยากาศของบ้านหลังนี้ให้เต็มที่มากที่สุด
 
จากหน้ามอ ผมเดินเลาะมาจนถึงซุ้มของภาควิชาของผม ที่ปัจจุบันเหลือเพียงฐานสีขาว จากเดิมที่เป็นซุ้มไม้สีขาว ไว้เป็นที่นั่ง ที่พูดคุย ที่กินเหล้า ที่เล่นไพ่ ที่รับน้อง ที่ทะเลาะ ที่หัวเราะ ที่ร้องไห้ ที่รัก และอีกสารพันอารมณ์ ความรู้สึก และเหตุการณ์ในยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของผม และเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ภาควิชา
 
แม้ว่าทุกอย่างจะกลายเป็นเพียงความหลังแล้วก็ตาม
 
ถัดไปบนเนินหญ้าที่ผมเคยเดินขึ้นลงมาจนนับครั้งถ้วน ด้วยบนยอดเนินนั้นเป็นที่ตั้งของภาควิชาของผม และเชื่อมต่อไปยังตึกเรียนของคณะ, สโมสรนักศึกษาของคณะ และโรงละคร ผมตัดสินใจนั่งพักอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนหน้าภาควิชา (หลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีการปลดป้ายภาควิชาลง และติดป้ายคณะเข้าไปแทนที่แล้ว)
 
ตรงนั้น ผมเคยนั่งเพื่อรอเพื่อนๆ ก่อนหน้าที่จะพากันเข้าประตูกระจกติดฟิล์มเพื่อขึ้นไปทำงานกันที่สตูดิโอข้างบน ที่เป็นสถานีจัดรายการวิทยุของมหาวิทยาลัยด้วย
 
ซึ่งบริเวณเดียวกันนั่นเองก็เป็นที่ๆ ผมและเพื่อนๆ รวมทั้งพี่ๆ และน้องๆ ผู้ชายรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้มาโดนทรมานกรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนจากรุ่นพี่ถึงรุ่นน้องกันที่นี่
 
แต่ความโรแมนติกทั้งหลายก็พังทลายสิ้น เมื่อผมรู้สึกหิวอีกครั้ง
 
และมันก็ได้นำทางผมไปถึงหอพัก 7 ชาย
 
สมัยเรียนผมจะไปทานมาม่าที่นั่นบ่อยมาก ด้วยมีมาม่า และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้ออื่นๆ ให้เลือกหลากหลายรสชาติ ที่แม้ว่าเครื่องเคียงจะไม่มีอะไรมากไปกว่าหมูสับ, ไข่ลวก และผัก แต่มันก็ลงตัวสำหรับนักศึกษาทุนน้อยและกำลังหิวโหยได้เป็นอย่างดีนัก
 
และท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของหลากหลาย มาม่าของร้านนั้นยังคงสูตร วัตถุดิบเครื่องเคียง และบรรยากาศของร้านเอาไว้ได้ดังเดิม นอกเหนือจากมาม่าที่มีรสเพิ่มมาให้เลือกสรรตามวันเวลาที่ผ่านไป
 
ในพริบตา มาม่าในชามก็กลายเป็นความว่างเปล่า
 
ขณะที่เวลาในค่ำคืนนี้ยังเหลืออีกมากมายเหลือเกิน
 
ความทรงจำเลาๆ ได้เล่าให้ผมฟังว่า ต้อม เพื่อนภาควิชาได้เปิดแบล็คแคนย่อนขึ้นที่ถนนคนเดิน
 
แล้วถนนคนเดินมันอยู่ที่ไหน และเป็นอย่างไรกันล่ะ?
 
จะเหมือนกับ Walking Street ของพัทยาไหม?
 
ด้วยความขับข้องใจนี้ เมื่อเดินออกมาจนถึงหอพัก ผมจึงรีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และออกมาเมียงมองหารถสองแถวที่เราเรียกกันว่า “รถแดง” คันว่างๆ ที่น่าจะเต็มใจพาผมไปถนนคนเดินสักคัน คำตอบของผมจะมาถึงเร็วหรือช้า ขึ้นกับว่ารถแดงจะพาผมไปถึงได้เมื่อไหร่
 
“ไปถนนคนเดินครับ” ผมบอกกับคนขับแบบนี้ ซึ่งเขาก็ตอบผมมาอย่างใจดีว่า
 
“ถนนคนเดินอันไหนครับ มันมี 2 อัน”
 
แน่นอนว่า ผมที่ไม่รู้จักมันมาก่อนย่อมไม่รู้หรอกว่า ถนนคนเดินเส้นไหนที่อยู่ในละแวกของร้านต้อม แต่เมื่อพี่คนขับได้บอกกับผมว่า
 
“ใช่ ถนนคนเดิน ราชดำเนิน หรือเปล่า?”
 
แม้ผมจะงงๆ อยู่บ้างว่า เชียงใหม่มีถนนราชดำเนินด้วยหรือ และจะมีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตระหง่านอยู่ตรงกลางด้วยหรือเปล่า 1 ปีที่ผ่านไปมีผลต่อเชียงใหม่ขนาดนี้เชียวหรือ แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธ และรีบขึ้นรถ
 
และเมื่อไปถึง ผมก็ได้พบกับถนนคนเดินสมใจ

ภาพจาก esanlanna.bloggang.com
(ขอขอบคุณภาพถนนคนเดินจาก esanlanna.bloggang.com )

โดยผิวเผิน ที่นั่นก็ไม่อะไรแตกต่างไปจากถนนขายของตอนกลางคืนในกรุงเทพฯ สักเท่าไหร่ ด้วยภาพสองข้างทางที่เต็มไปด้วยของที่มาวางขาย และผู้คนที่เดินกันไปมาขวักไขว่
 
แต่สิ่งที่ทำให้ถนนคนเดินของเชียงใหม่มีสัมผัสที่ต่างไปก็คือ ผู้คนและบรรยากาศ
 
แม้ผู้คนจะมีปริมาณมาก และนอกถนนใหญ่ตรงสุดถนนก็คลาคล่ำไปด้วยการจราจรที่คับคั่ง แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงความเนิบงามอันเป็นเอกลักษณ์ของคนเหนือได้อย่างชัดเจน
 
หลายสิ่งสามารถสะดุดใจผมได้นับตั้งแต่สัมผัสแรก ไม่ว่าจะเป็น ภาพของเด็กนักเรียนที่รำฟ้อนในแบบล้านนากลางถนน พร้อมกับกระป๋องเงินตรงหน้า หรือแผงขายเทปซีดีเพลงคำเมือง ทั้งในแบบดั้งเดิม และร่วมสมัย
 
แน่นอน – ผมเสียเงินไปมากพอดูกับสารพันสิ่งเหล่านี้
 
และหลังจากที่ผมได้ชมการแสดงของนักเรียนในงานประกวดหรือฉลองอะไรสักอย่างอยู่ร่วมชั่วโมง ในที่สุด ผมจะได้พบกับร้านอาหารผสานกาแฟที่หมายมั่นตรงสุดถนนนั่นเอง
 
ผมจึงกลับที่พักด้วยความรู้สึกทั้งอิ่มท้อง และอิ่มเอมกับภาพบรรยากาศที่เพิ่งได้พบ
 
แล้วจบท้ายวันด้วยการอ่านการ์ตูน ให้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อพรุ่งนี้มาถึง ผมก็ต้องคืนหนังสือการ์ตูนทั้งหมด เพื่อตระเตรียมตัวในการกลับบ้าน

.......
 
รุ่งขึ้น ผมนอนตื่นสาย

สายอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน จนราวกับเป็นการเอาคืนของร่ายกายที่ถูกปรับสภาพให้ต้องเผชิญกับเวลานอนอันน้อยนิดและตื่นเร็วในแทบทุกวันเป็นเวลายาวนานหลายเดือน
 
ผมค่อยๆ ยกตัวขึ้นอย่างช้าๆ และเกียจคร้าน ซึ่งทันทีที่ขยับตัวผมก็ได้ยินเสียงของตกทางด้านข้างตัว
 
นั่นคือส่วนหนึ่งหนังสือการ์ตูนที่ผมเพียรอ่านให้ถึงหน้าสุดท้ายของเล่มสุดท้ายให้จงได้ หลายเล่มจึงระกะอยู่ข้างตัวผมจนกระทั่งผล็อยหลับไปอย่างหมดแรง
 
เมื่อสะบัดหัวเรียกสติสัมปชัญญะจนกระทั่งกลับมาเข้าที่แล้ว ผมก็ก้าวเข้าไปอาบน้ำ เพื่อเตรียมตัวเข้ามออีกครั้ง
 
แม้ตัวจะยังอยู่ในห้อง แต่ใจและท้องของผมต่างก็ล่วงหน้าไปถึง อาคารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ อมช. แล้ว
 
ที่นี่เป็นหลักฐานหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า นอกเหนือจากค่าครองชีพของคนเชียงใหม่จะอยู่ในระดับที่เป็นมิตรมากกว่ากรุงเทพฯ อยู่หลายเท่า หากค่าครองชีพในสถาบันศึกษาก็ยิ่งเพิ่มดีกรีระดับมิตรภาพยิ่งขึ้นไปอีก
 
15 นาที หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ ข้าวแกง 3 อย่างราคา 14 บาทก็ควันฉุยอยู่ในมือผม
 
ผมเดินไปหาโต๊ะว่างๆ นั่ง เพื่อปรีเปรมให้เต็มที่กับอาหารตรงหน้า
 
ระหว่างที่ทานผมก็ชะเง้อซ้ายส่ายหน้าไปขวาดูสภาพของตึก อมช. ไปรอบๆ ซึ่งแม้วันนั้นจะเป็นช่วงสายของวันอาทิตย์ แต่ก็ยังมีคนมาใช้บริการห้องอาหารอยู่พอสมควร
 
ในเสี้ยวคิดหนึ่ง ผมก็บอกตัวเองว่า บางทีหลายคนจากจำนวนนี้อาจจะนั่งต่อเนื่องมาจากคืนก่อนก็เป็นได้ เพราะสำหรับนักศึกษา มช. ประโยชน์ใช้สอยของที่ทำการ อมช. มิใช่เพียงเป็นสถานที่รวมตัวของชาวกิจกรรมแห่งชมรมต่างๆ หรือของคนผู้หิวโหยเท่านั้น หากยังเป็นสถานที่อ่านหนังสือยามค่ำคืนอีกด้วย
 
โดยเฉพาะวันที่เกิดเหตุอยู่ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่การสอบไฟนอลเริ่มงวดเข้ามา ผมจึงไม่แปลกใจหากโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ในตอนนั้นจะเพิ่งโดนผละไปโดยนักศึกษารุ่นน้องผู้แสนขยันบางคน
 
ไม่นานนัก ภารกิจตรงหน้าของผมก็สิ้นสุดลง เพื่อรอให้ผมได้เริ่มต้นอะไรซักอย่างต่อไปอีก
 
แต่ก่อนที่จะได้คิดอะไรต่อไป ผมก็หันกลับมาดูกองหนังสือการ์ตูนที่อัดแน่นอยู่ในย่าม ที่เกือบครึ่งในจำนวนนั้นกำลังรอคอยการพลิกอ่าน
 
แต่หลังจากหนึ่งวันกว่าๆ ของการพักในหอ ทำให้ผมเบื่อห้องพักตัวเองขึ้นมา ความคิดจึงผันไปนึกถึงสถานที่เหมาะๆ ในการอ่านการ์ตูนเหล่านี้ให้จบลงให้ได้
 
แล้วผมก็นึกถึงมาม่าตาลน และร้านสวนนม ที่หลบตัวอยู่ในซอยหลังมอ
 
แม้ว่าผมจะพึ่งอิ่มข้าว แต่การไปอ่านการ์ตูนรอน้ำย่อยเรียกร้องหาอาหารมื้อถัดไปพลางๆ ในร้านบรรยากาศดีๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่เลวเลยไม่ใช่หรือ
 
ว่าแล้วผมก็ค่อยๆ คลำทางไปร้านสวนนมจากความทรงจำอันเลือนราง

 ไม่นานจนเหนื่อยหอบ ผมในเหงื่อโซมตัวก็มาถึงร้านสวนนม ที่แฟนเพลงของพี่หนึ่ง Sleeper One คงเคยได้ผ่านตามาบ้าง จากส่วนคำขอบคุณในปกอัลบั้มของพี่หนึ่ง ที่มักมีชื่อร้านอยู่ในลิสต์ด้วยเสมอ ซึ่งหากใครที่ได้เคยมาทานอาหาร หรือกระทั่งมานั่งทานนมกับคนรักที่นี่ก็คงจะมีความรู้สึกดีๆ อันไม่แตกต่างที่จะติดตัวและติดใจในยามกลับไปเพื่อจะได้กลับมาอีกครั้ง ด้วยบรรยากาศเงียบๆ ช่ำชื่นด้วยสีเขียวของต้นไม้รอบๆ ร้าน ที่ตั้งอยู่ห่างจากถนนใหญ่พอสมควร ทำให้บรรยากาศโรแมนติกนัก
 
แม้ว่าที่นี่จะเปลี่ยนที่มาแล้ว 2 ครั้ง ทว่าสถานที่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงบรรยากาศและรสนิยมของร้านนี้ไปได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวร้านที่เป็นบ้านไม้ แต่ที่มีสายน้ำไหลผ่านอยู่ทางด้านหน้า มีโต๊ะเล็กๆ น้อยๆ ให้ลูกค้านั่งกันแบบอบอุ่นไม่เบียดเสียด มีของประดับร้านน่ารักๆ มีมันบด และมีมาม่าตาลน
 
มาม่าตาลนเป็นมาม่าต้มยำโดยมีเครื่องเคียงเป็นข้าวโพด, แครอท และผักอื่นๆ ซึ่งผมจะพยายามไปทานทุกครั้งที่มาเชียงใหม่
 
สำหรับครั้งนี้ หลังโอวัลตินเย็นแก้วพอเหมาะมือ การ์ตูนผมก็ค่อยๆ ผ่านตาไปเล่มแล้วเล่มเล่า จนกระทั่งโอวัลตินหมดแก้ว นาฬิกาข้อมือผมก็บอกเวลาบ่ายโมง ครึ่งชั่วโมงจากนั้นจึงเป็นเวลาของมาม่าตาลน
 
แต่ความตั้งใจเดิมที่จะจัดการกับการ์ตูนให้หมดไปก็ดูจะไม่เป็นจริงได้ง่ายๆ

Death Note

 
เพราะหากใครที่เคยอ่าน ‘Death Note’ ก็คงจะทราบได้ว่า แม้จะแต่ละเล่มจะมีจำนวนหน้าและความหนาไม่มากมายอะไร หากเนื้อหาที่ส่วนใหญ่แสดงถึงการชิงไหวชิงพริบในทางจิตวิทยาระหว่างตัวละครก็ทำให้แต่ละหน้าผ่านไปด้วยเวลาที่ค่อนข้างยาวนานกว่าปกติ
 
ผมจึงต้องย้ายตัวเองจากร้านสวนนมกลับห้องเพื่อที่จะสานต่อความตั้งใจนั้น โดยมีแผนคร่าวๆ ว่าก่อนหน้าที่จะกลับไปสถานีขนส่งอาเขต ผมจะแวะไปทานข้าวเย็นปิดท้ายที่ร้าน กินเส้น ที่กาดสวนแก้ว เป็นการส่งท้าย
 
แต่ในที่สุดผมก็ทำไม่สำเร็จ
 
ผมไม่สามารถอ่าน ‘Death Note’ จนจบได้ เพราะเวลาเหลืออีกไม่เท่าไหร่ก็จะ 5 โมงเย็นแล้ว ผมมีเวลาอีกไม่มากที่จะได้อร่อยไปกับเมนูอาหารเส้นที่ร้านกินเส้น และด้วยสาเหตุสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมยังไม่ได้ซื้อตั๋วรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ เลย ด้วยความตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะใช้ชีวิตแบบไม่วางแผนล่วงหน้านานๆ และก้าวไปทีละย่างตามแต่สถานการณ์จะพาไป
 
ซึ่งเมื่อผมเช็คเอ๊าต์หอพักที่ผมอยู่มาร่วม 2 วัน และเดินไปจนถึงกาดสวนแก้ว สถานการณ์ก็พาผมไปพบกับป้ายโฆษณาที่แขวนเอาไว้ในห้าง
 
“Voice Studio proudly presents
Joseph and the Amazing Technicolor DreamCoat”
 
ละครเวทีในแบบ Musical ของ Andrew Lloyd Webber และ Tim Rice ที่ผมโปรดปรานมายาวนาน นับตั้งแต่ซื้อในรูปแบบเทปคาสเส็ตต์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะขยับขยายมาเป็นซีดีเมื่อปีที่แล้ว (2550) เมื่อ Universal ได้นำงานของ Andrew Lloyd Webber มาออกแบบชุดใหม่อีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นเวอร์ชั่นของคนไทย จากการกำกับการแสดงของ พี่ต้อ-มารุต สาโรวาท

Joseph เป็นเรื่องราวที่ดึงมาจากส่วนหนึ่งของตำนานโบราณของศาสนาคริสต์ ว่าด้วย โจเซฟ หนึ่งในลูกชายทั้ง 12 คนของเจคอป (หรือยาขอป) ต้นตระกูลของอิสราเอล และด้วยรูปกายที่งดงามเหมือนแม่ ที่เป็นภรรยาคนที่เจคอปรักมากที่สุด เขาจึงเป็นลูกชายคนโปรดของเจคอปที่พิสูจน์ความรักของเขาที่มีต่อลูกชายคนนี้โดยมอบเสื้อโค้ตหลากสีสันอันงดงามให้กับเขา ยังความเกลียดชังให้กับพี่ชายที่เหลือเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากความขัดเคืองที่ถูกโจเซฟที่มีนิมิตวิเศษสามารถทำนายฝันได้ว่า เมื่อยามเติบโตพี่ชายทั้ง 11 จะต้อยต่ำเป็นเบี้ยล่างให้กับตัวเขาที่เติบใหญ่เป็นคนโตในแผ่นดิน
 
ในที่สุดโจเซฟจึงถูกพี่ชายกำจัด และโชคชะตาก็พัดพาให้โจเซฟถูกพาตัวไปอียิปต์ในฐานะของทาส...


David Easter (Pharaoh) และ Jason Donovan

เพลงนำของละครเวทีเรื่องนี้คือ ‘Any Dream Will Do’ ซึ่งไพเราะมากๆ โดยเฉพาะถ้อยคำในเนื้อเพลงของทิม ไรซ์ ผ่านเสียงร้องของ Jason Donovan สามารถสื่อถึงความช่างคิดช่างฝันของโจเซฟออกมาได้อย่างงดงามและจับใจมาก
 
“A crash of drums, a flash of light
My golden coat flew out of sight
The colours faded into darkness
I was left alone

“May I return to the beginning
The light is dimming, and the dream is too
The world and I, we are still waiting
Still hesitating
Any dream will do”

แต่ถึงแม้ว่าผมจะชอบละครเวทีในรูปแบบนี้มาก แต่ผมก็ยังไม่เคยได้ดูละครเวทีมิวสิคคอลของแอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์เลยสักครั้ง เคยแต่ดูโชว์ที่รวมเอาเพลงเด่นๆ ของเว็บเบอร์มาเล่นโชว์ในคราวเดียว เมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ที่เชียงใหม่ ขณะที่พลาดการแสดงเรื่องของโจเซฟ โปรดักชั่นของต่างประเทศที่กรุงเทพฯ เมื่อหลายปีก่อนไปอย่างน่าโมโหตัวเอง ดังนั้นเมื่อเห็นป้ายดังกล่าว ผมจึงรีบเลื่อนสายตาที่แทบเก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ไปที่วันและเวลาแสดง
  
“5th February 2006 Showtime 07.00 P.M.”

รอบสุดท้ายของการแสดง และเป็นรอบเดียวที่ผมยังทันชมอยู่ในชั่วนาทีที่เดินไปถึงบูธประชาสัมพันธ์ของกาดสวนแก้ว
  
เมื่อลองคำนวณในใจ อัลบั้มโจเซฟที่ผมเคยฟังจะยาวประมาณชั่วโมงกว่าๆ หากเริ่มตอน 1 ทุ่ม ก็จะออกจากโรงประมาณเกือบๆ 3 ทุ่ม

เฉียดฉิวกับรถทัวร์เที่ยวสุดท้าย

แต่ด้วยความอยากดู กอปรกับพยายามบอกตัวเองว่า

”ช่างมันวะ มาคราวนี้ เราไม่มีแผน ไม่มีอะไรต้องกลัวอยู่แล้วนี่หว่า”

ผมจึงตัดสินใจขึ้นลิฟต์ไปชั้น 5 ของกาดสวนแก้ว ที่ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ขึ้นไปก็คือ เมื่อครั้งที่ไปดูโชว์รวมเพลงของเว็บเบอร์ ผมมองซ้ายขวา เพื่อหาที่ซื้อตั๋ว ก่อนที่จะเดินรี่เอาเงิน 500 บาทไปแลกบัตรผ่านไปสู่โลกแห่งละครเวทีของชายรูปงามในเสื้อโค้ตหลากสีเรื่องนี้

เมื่อบัตรใบนี้มาอยู่ในมือ ผมก็มีเวลาเหลืออีกร่วม 2 ชั่วโมงในการไปเยี่ยมร้านเทป Oscar ที่เป็นสถานที่สำคัญหนึ่งที่หล่อหลอมประสบการณ์ในการฟังเพลง ผ่านทางเทปทั้งไทยและสากลจำนวนมากให้แก่ผม จนเป็นวัตถุดิบในการทำงานในภายหลังอย่างเหลือเฟือ

ก่อนที่จะตามด้วยอาหารเส้นที่ร้านกินเส้น

…อร่อย...

กระนั้นหลังจากที่อิ่มหนำ ผมก็ยังมีเวลาเหลือพอที่จะอ่านหนังสืออีกหลายหน้า ผมจึงหยิบ ‘โลกใหญ่ใบมด’ ขึ้นมาอ่าน หลังจากที่อ่าน ‘กาแฟและชา หมาและแมว’ จบไปตั้งแต่คืนก่อน

 
เนื้อหาในนั้น พี่หนุ่มได้แนะนำให้ผมได้รู้จักเพื่อนร่วมโลกเพิ่มเติมขึ้นอีกมากมาย ทั้งในด้านผิวเผินและมุมลึก ไม่ว่าจะเป็น กระรอก, มด หรือกระทั่งแบคทีเรีย

มันทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด อย่างน้อยก็ในแง่มุมที่ว่า แท้ที่จริงแล้วโลกไม่เคยเป็นของมนุษย์แต่อย่างใด แล้วเราก็ช่างเล็กจ้อยและเบาปัญญาเสียเหลือเกินกับการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตัวเองโดยไม่รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

แต่ราวกับโลกอันงดงามผ่านตัวหนังสือนั้นถูกกดปุ่ม Pause ในทันทีที่ไฟของโรงละครดับลง และเสียงเครื่องดนตรีเล่นเพลง ‘Prologue’ อันเป็นท่อนโหมโรงของเรื่องได้ดังขึ้น
 
แล้วชั่วนาทีหลังจากนั้นไป โลกใหญ่ใบมดก็เปลี่ยนไปสู่โลกแห่งสารพันสีสันของโจเซฟ
 
.......
 
ในที่สุด เมื่อโจเซฟและชาวคณะได้ออกมาร้องและเต้น Finale ในเพลง ‘Joseph Megamix’ ผมที่กำลังอิ่มเอมกับโปรดักชั่นตรงหน้าก็ยกมือซ้ายขึ้นมาดูเวลา ตำแหน่งของเข็มสั้นและเข็มยาวได้แสดงความยินดีกับผมว่า ตัวเองกะเวลาเอาไว้ไม่ผิดพลาดเลยสักนิด เพราะอีกเพียงไม่ถึง 3 นาทีก็จะเข้าสู่เวลา 3 ทุ่ม
 
ผมจึงต้องตัดใจจากภาพตรงหน้า ที่อาจมีการส่ง ท้ายพิเศษๆ อันใดอีกก็เกินจะทราบได้ เพราะผมรีบพาตัวเองออกมาจากโรงละคร ถลาลงไปชั้นล่าง และข้ามถนนไปฝั่งสิบสองห้วยแก้ว เพื่อโบกรถแดงไปอาเขต
 
หากใครได้เคยหยิบแผนที่เมืองเชียงใหม่ขึ้นมาดู ก็คงจะพอทราบว่า ตำแหน่งที่กาดสวนแก้วอยู่กับสถานที่ตั้งของอาเขตนั้นมีระยะทางกางกั้นอยู่ห่างไกลเพียงใด มิใยต้องพูดถึงการจราจรที่คับคั่งของยามค่ำคืนวันอาทิตย์
 
ครึ่งชั่วโมงของการเดินทางนั้นน่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่นานที่สุดอีกครั้งหนึ่งของชีวิตผม ความกดดันที่ผมได้ปล่อยวางไปตลอด 2 วันคล้ายกับได้เข้ามาจับจองพื้นที่ในความรู้สึกของผมอีกครั้ง และบางทีอาจเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนหน้าที่วันพรุ่งนี้ของการทำงานจะมาถึง
 
ทันทีที่รถแดงจอด ผมก็จ่ายเงิน และรีบไปยังเคาเตอร์ขายตั๋วที่ใกล้ที่สุด เพื่อที่จะพบว่า ได้หมดเวลาการจองตั๋วไปตั้งแต่ช่วงหัวค่ำแล้ว
 
ผมจึงหันเหทิศทางตัวเองไปสู่รถแดงอีกครั้ง เพื่อให้พาผมไปยังอีกสถานีขนส่งหนึ่ง
 
เพียงแต่เปลี่ยนจากทางถนนยางมะตอยสลับคอนกรีตไปเป็นถนนอากาศเท่านั้น
 
เวลาผ่านไปนานกว่าการเดินทางก่อนหน้า แต่ความกดดันในตัวผมกลับพลันลดลงอย่างประหลาด ในหัวของผมไม่ได้คิดเหมือนที่เคยคิดในช่วงหลายนาทีก่อนว่า หากผมตกเครื่องบิน ผมจะทำอย่างไรต่อไป
 
ไม่ต่างจากคริสต์ศาสนิกชน หรือชาวมุสลิมที่มอบชีวิตและสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปของชีวิตเป็นไปตามกำหนดของพระเจ้า ผมก็ตัดสินใจปล่อยวางตัวเองไปตามธรรมชาติและสถานการณ์ตรงหน้า
 
ผมจึงไม่ร้อนรนใดใดอีก เมื่อไม่มีเที่ยวบินใดๆ ในคืนนั้นที่จะพาผมกลับกรุงเทพฯ อีกแล้ว 8 โมงเช้าของวันพรุ่งคือรอบที่เร็วที่สุดที่ผมจะไปได้
 
ผมจึงจองตั๋วเครื่องบินเที่ยวนั้น และโทรศัพท์สายแรกของการเดินทางครั้งนี้นับตั้งแต่แยกจากเพื่อนที่หอพัก เพื่อโทรหาออกัส เพื่อนสนิทคนหนึ่งของผม เพื่อขอที่ซุกหัวในคืนนี้
 
ทว่าหลายครั้งผ่านไป ออกัสก็ยังไม่รับสาย ผมจึงเปลี่ยนใจไปโทรหา หนุ่ย เพื่อนสนิทอีกคนแทน
 
ครั้งนี้โชคดีที่เพียงโทรไม่กี่ครั้ง หนุ่ย ก็รับสาย แม้สุ้มเสียงจะบ่งบอกว่ามันได้เข้านอนไปแล้วก็ตาม และรับคำว่าจะมารับผมที่แอร์พอร์ตและจะไปส่งผมกลับมาที่นี่ในช่วงเช่า ก่อนที่มันจะไปสอนหนังสือที่ มช.
 
ผมนัดกับหนุ่ยว่าจะรออยู่ตรงแถวๆ ประตูของบริเวณที่จอดรับคนทางด้านหน้า เมื่อวางหูเสร็จสรรพเรียบร้อย ผมก็หอบของออกมานั่งตรงที่นัด
 
เก้าอี้ที่ผมนั่งเป็นเก้าอี้แบบแถวที่มี 3 ตัวเชื่อมเข้าไว้ด้วยกันด้วยโครงเหล็กสีดำ หลังจากที่ผมนั่ง ก็มีผู้ชายอีก 2 คนมานั่งอยู่ด้วย ท่าทางของเขา 2 คนน่าจะรอขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯเที่ยวสุดท้ายกัน
 
ระหว่างที่รอ ผมก็หยิบ ‘โลกใหญ่ใบมด’ ขึ้นมาอ่านต่อ
 
ในขณะที่อ่าน ผมก็เริ่มสังเกตว่า ผู้ชายที่นั่งข้างๆ เริ่มหันมามองสิ่งที่อยู่ในมือผมอยู่เป็นระยะ แต่ผมก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากมายนัก จนกระทั่งเขาได้ทักขึ้นมาว่า
 
“ไปดูโจเซฟมาหรือครับ?”
 
ผมถึงได้เงยหน้าไปทางซ้าย และพบว่าผู้ชายคนที่ถามผมคือ พี่ต้อ มารุต และคนที่นั่งข้างๆ เขาคือ ป้าแจ๋ว-ยุทธนา ลอพันธ์ไพบูลย์ ที่ร่วมแสดงนำด้วย (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะรับบทเป็น เจคอป) ทั้งคู่ต่างมองมาที่ตั๋วโจเซฟที่ผมใช้คั่นหนังสือเอาไว้

“ครับ ผมชอบเรื่องนี้มานานแล้วครับ” ผมตอบ

”แล้วชอบโชว์ไหมครับ” พี่ต้อถามต่อ

“ก็โอเคเลยนะครับ” ผมตอบไปตามตรง “ปกติผมเคยฟังแต่เพลง ก็ยังนึกไม่ออกว่าพอปรับมาเป็นการแสดงแล้วมันจะได้ความต่อเนื่องแบบในอัลบั้มเลยหรือเปล่า แต่ที่ออกมาก็ลื่นไหลดีครับ”
 
“โปรดักชั่นก็จะย่อลงมาจากเวอร์ชั่นของบรอดเวย์บ้าง แต่ก็ใกล้เคียงมากแล้วครับ” พี่ต้อ ตอบยิ้ม “เราเต็มที่กับมันมาก และผลตอบรับที่นี่ก็ถือว่าน่าพอใจมาก”

ยังไม่ทันที่พี่ต้อหรือผมจะพูดอะไรต่อ การสนทนาของเราก็จบลง เมื่อป้าแจ๋วได้สะกิดเรียกให้ไปขึ้นเครื่อง ผมจึงยกมือไหว้อำลา 2 รุ่นใหญ่แห่งวงการละครไทยทั้ง 2 ท่าน

ไล่เลี่ยกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น
 
“ฮัลโหล กูมาถึงแล้ว มึงอยู่ไหนวะ” เสียงหนุ่ยกรอกมาตามสาย

“กูก็อยู่ประตูทางด้านหน้าไง” ผมตอบไป

“ไหนวะ กูเดินทั่วตรงที่นั่งผู้โดยสารอาเขตแล้วเนี่ย” เสียงหนุ่ยยังคงพึมพำที่ปลายสาย

“อะไรนะ มึงว่ามึงอยู่ที่ไหนนะ” ผมโพล่งถามไปทันทีที่หนุ่ยบ่นจบ

“อาเขตไง”

“ไอ้บ้า กูอยู่แอร์พอร์ต” ผมบอกไปอย่างร้อนรน
 
“อ้าว ห่าเอ๊ย เออๆ เดี๋ยวกูเข้าไป”

แล้วหนุ่ยก็วางสายไปด้วยความรู้สึกที่คาดเดาได้ว่าเซ็งสุดๆ ถึงเราจะเรียนสื่อสารมวลชนกันมา แต่การสื่อสารก็ยังคงมีการผิดพลาดกันได้อยู่เสมอๆ

แต่ผมก็ไม่ได้บ่นนาน ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก

ออกัสโทรกลับมา

“ฮัลโหลว่าไงวะ” เสียงออกัสดังออกมาจากโทรศัพท์

“กูตกเครื่องบินคืนนี้ว่ะ เลยจะขอค้างกับมึง เพราะกูได้เที่ยวพรุ่งนี้เช้าแทน” ผมเล่าให้มันฟัง

“พอโทรหามึงไม่ติด กูเลยโทรหาหนุ่ยแล้ว นี่ก็รอมันมารับอยู่”

“เฮ้ย เหรอ เดี๋ยวกูไปรับ คืนนี้มานอนบ้านกู แม่งมาไม่บอกกันเลยเว้ย” เสียงออกัสตื่นเต้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“แต่หนุ่ยมันกำลังมาแล้วนะเว้ย” ผมบอกไปตามตรง

“มึงก็บอกมันให้กลับเข้าบ้านไปเลย เดี๋ยวกูรับช่วงเอง นี่กูกำลังจะไปกินหมูกระทะจะได้ไปกินด้วยกัน”

คำพูดของออกัส ทำให้ตาชั่งผิดชอบชั่วดีของผมต้องชั่งระหว่างความฮาเฮบนโต๊ะหมูกระทะกับกลับไปนอนแบบเงียบๆ ไม่ให้รบกวนคู่แต่งงานใหม่
 
ในที่สุดตาชั่งก็ได้ผลที่แน่นอนออกมา

ผมจึงโทรไปหาหนุ่ยเพื่อบอกว่ามันไม่ต้องมาแล้ว
 
ส่วนปฏิกิริยาตอบรับของหนุ่ยเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตละไว้ฐานที่น่าจะเข้าใจก็แล้วกันนะครับ และหวังว่าถึงวันนี้มันที่กลายเป็นพ่อลูกหนึ่งจะลืมเหตุการณ์นี้ไปแล้ว

หรือถ้ายัง....กูก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ว่ะหนุ่ย
 
ไม่นานต่อมา รถของออกัสก็มาถึง และมันก็เคลื่อนตัวไปถึงร้านหมูกระทะร้านโปรดของมัน ที่ผมเพิ่งมีโอกาสได้แรกทำความรู้จัก
 
คืนสุดท้ายของการเดินทางครั้งนั้น จึงจบลงด้วยบทสนทนาที่เต็มไปด้วยคำกักขฬะหยาบคายและเสียงหัวเราะอย่างไม่ปิดบังประสาเพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่เมื่อ 11 ปีก่อนหน้านั้น
 
เวลาไม่เคยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนลดน้อยถอยลงไป ไม่ว่าจะเป็นออกัส, หนุ่ย และทุกๆ คนที่เคยร่วมช่วงเวลา เหตุการณ์ และสถานที่ร่วมกันมา
 
ก่อนหน้าที่ผมจะหลับลงอย่างอิ่มเอมไปกับสารพันเรื่องราวตลอดทั้ง 2 วัน 3 คืน

เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับเช้าวันใหม่ และโลกแห่งความเป็นจริงจริงๆ ที่กำลังใกล้เข้ามา
 
.......

...โลกสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนเข้มข้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจตนารมณ์ของคนเหล่านี้

ผมไม่คิดว่า การเดินทางควรเป็นไปเพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยความหมายไหน ตั้งแต่เพื่อความสำราญ สำนองความใคร่รู้ส่วนตัว ประกาศศักดาปักธงป่าวเขตแดน เจรจาธุรกิจ หรือกระทั่งเดินทางไปรบ

ถ้าเรามิได้ออกเดินทางเพราะผู้อื่นที่อาศัยอยู่ในจักรวาลเดียวกับเรา ก็จงอย่าออกเดินทางเลย

เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะไม่มีวันรู้เห็น และเข้าใจได้เลยว่า ผู้ปูโต๊ะกับลมหมอที่เมืองเคปทาวน์...บังเกิดมาเพื่ออะไร?

แล้วผมก็พลิกผ่านไปสู่หน้าที่ 167

บรรยากาศนอกหน้าต่างห้องเริ่มกลับกลายสู่สภาวะปกติ ละอองฝนได้พาตัวหายไปตามกำลังของสายลมแรง แสงแดดเริ่มแทรกตัวเข้ามาท่ามกลางหมู่แมฆ พร้อมๆ กับที่ความคิดของผมได้เลื่อนเลยจากความทรงจำในจังหวัดเชียงใหม่ ไปสู่หลายบรรทัดท้ายของคำนำผู้เขียนของ ‘ผ้าปูโต๊ะกับลมหมอ การเดินทางธรรมดาในห้าทวีป’ หนังสืออีกหนึ่งเล่มของพี่หนุ่ม โตมร ที่อ้างอิงถึงเรื่องราวแห่งเมืองเคปทาวน์และปรากฏการณ์ที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้นมาให้กับโลก ในบทความเรื่อง ‘Untamed South Africa แอฟริกาใต้ไม่เชื่อง’

สารภาพตามตรงว่า จากที่อ่านไป 1 รอบเมื่อหลายปีก่อน ผมก็ยังนึกภาพตามไม่ออกว่า “ลมหมอ” และ “ผ้าปูโต๊ะ” ที่พี่หนุ่มได้บรรยายเอาไว้นั้นมีคุโณปการอย่างไร และผมก็รอวันที่จะมีแรงบันดาลใจและเวลาที่จะหยิบมันขึ้นอ่านอีกสักรอบเป็นอย่างน้อย

ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็อดคิดต่อไปไม่ได้ว่า หรือว่าบางที กับหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต เราอาจจะไม่มีวันเข้าใจสารพัดสิ่งเหล่านั้นได้เลย หากไม่ได้ก้าวเข้าไปพบเห็น ได้ยิน ดอมดม รู้สึก และสัมผัสมันด้วยตัวเอง

มิใช่ผ่านทางสารคดีโทรทัศน์,  ตัวหนังสือ หรือการบอกเล่าจากใครคนอื่น

“ทุกคนล้วนมีการเดินทางที่เป็นของตัวเอง” ดูเหมือน พี่โจ้ วชิรา จะเคยเขียนเอาไว้ประมาณนั้นในหนังสือของเขา

แล้วการเดินทางของผมล่ะ?

เมื่อลองค้นหาดูพร้อมๆ ไปกับการพิจารณาร่วมไปกับคำกล่าวของพี่หนุ่ม บางครั้งผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่า  เอาเข้าจริงๆ ตลอดทั้งชั่วชีวิตที่ผ่านมา ผมได้เคยออกเดินทางด้วยความประสงค์เพื่อผู้อื่นที่อาศัยอยู่ในจักรวาลเดียวกับเราสักกี่มากน้อย

และผมจะรู้สึกครุ่นคิดผิดหวังใดๆ หรือไม่ หากเมื่อท้ายที่สุดแล้ว ผมจะไม่มีวันรู้เห็น และเข้าใจได้เลยว่า ผู้ปูโต๊ะกับลมหมอที่เมืองเคปทาวน์บังเกิดมาเพื่ออะไร

คำถามและคำตอบมากมายต่างล่องลอยอยู่ในห้วงอากาศแห่งความคิด โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถนำมายัดใส่หัวเพื่อเป็นบทสรุปให้กับตัวเองได้

แต่ไม่นานนัก สารพันความสับสนเหล่านั้นต่างก็พลันราบคาบไปกับความคิดหนึ่งที่แทรกเข้ามา

ว่า หรือบางที การค้นหาคำตอบอาจจะไม่สามารถจบลงได้ด้วยการคิดครุ่นให้กรุ่นร้อนอยู่ในหัวที่เต็มไปด้วยอคติในวงจรชีวิตอันซ้ำซ้อนซ้ำซากที่ถูกจำกัดซึ่งความฝันบันดาลใจโดยเพียงลำพัง

หากต้องรับการหล่อหลอมกล่อมเกลาจากโลกกว้างที่จะช่วยสั่งสอนเราอีกครั้ง และอีกครั้งอย่างไม่รู้จบ ให้เข้าใจอีกทีว่าแท้ที่จริงแล้วตัวเราเล็กจ้อยและเบาปัญญาขนาดไหน

เพียงปิดสวิตช์จากวิถีเดิมๆ อันแสนสับสนวุ่นวาย และเปิดใจไปสูดกลิ่นหอมของโลกกว้างที่กระจ่างรอเราอยู่ข้างนอกนั่น
 
It's Nice To Go Trav'ling

It's very nice to go trav'ling
To Paris London and Rome
It's oh so nice to go trav'ling
But it's so much nicer, yes it's so
much nicer, to come home

It's very nice to just wander
The camel route to Iraq
It's oh so nice to just wander
But it's so much nicer, yes it's oh
so nice, to wander back

The mam'selles and frauleins, and
the senoritas are sweet
But they can't compete 'cause they just don't have
What the models have, on Madison Ave.

It's very nice to be footloose
With just a toothbrush and comb
It's oh so nice to be footloose
But your heart starts singin'
when your homeward wingin' across
the foam

And you know your fate is
Where the Empire State is
All you contemplate is
The view from Miss Liberty's dome

It's very nice to go trav'ling
But it's oh so nice to come home

You will find the maiden and the
gay muchachas are rare
But they can't compare with that sexy line
That parades each day at Sunset and Vine

It's quite the life to play gypsy
And roam as Gipsies will roam
It's quite the life to play gypsy
But your heart starts singin'
when your homeward wingin' across
the foam

And the Hudson River
Makes you start to quiver
Like the latest flivver
That's simply dripin' with crome

It's very nice to go trav'ling
But it's oh so nice to come home

(From ‘It's Nice To Go Trav'ling’ By Frank Sinatra)

ปล. ขอขอบคุณ พี่โจ้ วชิรา ที่ไม่ถือในวิสาสะกับการต้องมาปรากฏตัวในหลายๆ ส่วนของบทความขนาด 16 หน้า A4 เรื่องนี้ และ "แจ๊ค มึงต้องเขียนเรื่องนี้เก็บไว้" คำพูดหลังแก้วเหล้าเมื่อเหตุการณ์เพิ่งผ่านไปได้หมาดๆ

 
Me  
Photo 1 of 1